ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าจำเป็นต้องเข้าใจกฎหมายการขนส่งระหว่างประเทศ เช่นการขนส่งแบบ FOB เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและทำให้สินค้าถึงปลายทางตรงเวลา เราจะมาทำความรู้จักกับการขนส่งแบบ FOB ให้มากขึ้น และดูว่าส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร
การขนส่งแบบ FOB คืออะไร
FOB หรือ "Free on Board" เป็นกฎการขนส่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สร้างขึ้นโดยหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce หรือ ICC) โดยกำหนดจุดที่ความรับผิดชอบต่อสินค้าที่ขนส่งทางทะเลจะโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ
สถานะของการขนส่งแบบ FOB จะระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งสินค้าตั้งแต่ท่าเรือต้นทางไปจนถึงท่าเรือปลายทาง รวมถึงบอกจุดที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ามีการโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ ซึ่งหมายความว่าใครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างการขนส่งและจัดการปัญหาต่างๆ เช่น ความล่าช้า
กฎการขนส่งแบบ FOB ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำภายในประเทศ ส่วนการขนส่งทางอากาศ ทางรถไฟ รวมถึงทางถนน จะใช้กฎอื่นๆ จาก ICC
FOB Shipping Point กับ FOB Destination
ในเอกสารการขนส่งและสัญญา คำว่า FOB จะตามด้วยสถานที่ ซึ่งจะบอกว่ากรรมสิทธิ์และความรับผิดชอบต่อสินค้าจะโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อเมื่อใด โดยเงื่อนไข 2 แบบที่พบบ่อยที่สุดคือ "FOB Shipping Point" (หรือเรียกว่า "FOB Origin") และ "FOB Destination"
สำหรับ FOB Shipping Point ผู้ซื้อจะรับกรรมสิทธิ์ในสินค้าทันทีที่สินค้าออกจากจุดต้นทาง ส่วน FOB Destination ผู้ขายจะยังคงถือกรรมสิทธิ์ในสินค้าจนกว่าจะถึงปลายทาง โดยมีรายละเอียดดังนี้
FOB Shipping Point
สำหรับสินค้าที่ระบุ FOB Shipping Point บทบาทของผู้ขายในธุรกรรมจะเสร็จสิ้นเมื่อสินค้าถูกส่งมอบให้ผู้ให้บริการขนส่งและการขนส่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่ง ณ จุดนั้น ผู้ซื้อจะถือกรรมสิทธิ์ในสินค้าที่ซื้อ
หากไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมในข้อตกลงการขนส่ง ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบค่าขนส่งทั้งหมดสำหรับสินค้า FOB Shipping Point ตั้งแต่เรือออกจากท่าจนกระทั่งได้รับสินค้า
นี่คือเหตุผลที่การไม่เข้าใจเงื่อนไขของ FOB Shipping Point อาจทำให้ผู้ซื้อเสียค่าใช้จ่ายมาก ลองนึกภาพว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กรายหนึ่งได้ดีลนำเข้าเฟอร์นิเจอร์โบราณจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ โดยเห็นคำว่า "FOB Shipping Point" ในสัญญา แต่ไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร แล้วก็เซ็นไปทั้งที่ไม่แน่ใจ ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ สินค้ามาถึงแต่พบว่าเฟอร์นิเจอร์เสียหายหนักระหว่างขนส่ง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าที่ขายต่อไม่ได้แล้ว
คุณควรทำประกันสินค้าไว้และสามารถยื่นเคลมได้ เนื่องจากข้อตกลงแบบ FOB Shipping Point พวกเขาจึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ขาย
FOB Destination
FOB Destination นั้นตรงข้ามกับ FOB Shipping Point เมื่อสินค้าระบุท่าเรือปลายทาง ผู้ขายจะยังคงรับผิดชอบต่อความเสียหาย สินค้าสูญหาย รวมถึงค่าใช้จ่ายและปัญหาอื่นๆ จนกว่าการขนส่งจะเสร็จสิ้น
เงื่อนไข FOB Destination จะระบุด้วยคำว่า "Destination" หรือท่าเรือปลายทาง โดยปกติจะอยู่ในวงเล็บ เช่น หากสินค้าจะส่งไปแวนคูเวอร์ เงื่อนไขจะเขียนว่า "FOB (Vancouver)"
การขนส่งแบบ FOB Destination นั้นเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ซื้อ และเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการยกระดับการบริการลูกค้า ผู้ซื้อจะยอมรับสินค้าและถือว่าการขายเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสินค้ามาถึงในสภาพสมบูรณ์เท่านั้น
|
FOB Shipping Point |
FOB destination |
|
|---|---|---|
|
คำจำกัดความ |
ผู้ซื้อรับกรรมสิทธิ์ในสินค้าทันทีที่สินค้าออกจากจุดต้นทาง |
ผู้ขายยังคงถือกรรมสิทธิ์ในสินค้าจนกว่าการขนส่งจะเสร็จสิ้น |
|
ความรับผิดชอบระหว่างขนส่ง |
ผู้ซื้อ |
ผู้ขาย |
|
ค่าขนส่ง |
ผู้ซื้อรับผิดชอบตั้งแต่เรือออกจากท่า |
ผู้ขายรับผิดชอบจนกว่าการขนส่งจะเสร็จสิ้น |
|
ความเสี่ยงด้านความเสียหาย |
ผู้ซื้อรับความเสี่ยงด้านความเสียหายเมื่อสินค้าถูกส่งมอบให้ผู้ขนส่ง |
ผู้ขายรับความเสี่ยงด้านความเสียหายจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง |
|
ตัวอย่าง |
ธุรกิจขนาดเล็กที่นำเข้าสินค้าต้องจ่ายค่าเสียหายหากสินค้าได้รับความเสียหายระหว่างขนส่ง |
ร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ดูแลให้โทรทัศน์มาถึงในสภาพสมบูรณ์ก่อนที่ผู้ซื้อจะรับสินค้า |
เงื่อนไขของการขนส่งแบบ FOB ส่งผลต่อการบัญชีอย่างไร
ค่าขนส่งมักผูกกับสถานะของการขนส่งแบบ FOB โดยฝ่ายที่รับผิดชอบการขนส่งจะเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เงื่อนไขการขนส่งแบบ FOB ยังส่งผลต่อวิธีและเวลาที่ธุรกิจจะบันทึกสินค้าในสินค้าคงคลังด้วย
หากสินค้าถูกส่งแบบ FOB Shipping Point การขายจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ทันทีที่สินค้าอยู่กับผู้ขนส่ง นั่นหมายความว่าผู้ขายจะบันทึกการขายทันที ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อจะบันทึกสินค้าเป็นสินค้าคงคลังแม้ว่าจะยังไม่ได้รับสินค้าจริงก็ตาม
หากสินค้าถูกส่งภายใต้เงื่อนไข FOB Destination ผู้ขายจะไม่บันทึกการขายจนกว่าสินค้าจะถึงสถานที่ของผู้ซื้อ เช่นเดียวกัน ผู้ซื้อก็จะไม่เพิ่มสินค้าเข้าสินค้าคงคลังอย่างเป็นทางการจนกว่าสินค้าจะมาถึงและผ่านการตรวจสอบ
ข้อดีและข้อเสียของการขนส่งแบบ FOB
เมื่อพูดถึงการขนส่งแบบ FOB นั้นก็มีทั้งความเสี่ยง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องความรับผิดที่ต้องคำนึงถึง นี่คือข้อดีและข้อเสียของ FOB Origin และ FOB Destination สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
FOB Origin
ข้อดีสำหรับผู้ขาย
- ความเสี่ยงน้อยลง ความรับผิดชอบต่อสินค้าสิ้นสุดเมื่อสินค้าถูกโหลดขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทาง
- รับรู้รายได้ได้เร็วขึ้น สามารถบันทึกการขายได้ทันทีที่สินค้าถูกส่งออก
- ได้รับเงินเร็วขึ้น ผู้ขายต้องจัดการขนส่งไปยังท่าเรือต้นทางเท่านั้น
ข้อเสียสำหรับผู้ขาย
- แรงกดดันด้านราคา ผู้ขายอาจต้องเสนอราคาที่ต่ำลงเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ซื้อต้องแบกรับ
- ควบคุมได้น้อยลง ผู้ขายไม่มีสิทธิ์กำหนดวิธีขนส่งสินค้าหลังจากออกจากท่าเรือต้นทาง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินค้าหรือเวลาจัดส่ง
ข้อดีสำหรับผู้ซื้อ
- ควบคุมการขนส่งได้มากขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือกวิธีขนส่งที่ต้องการและอาจทำให้ซัพพลายเชนดีขึ้นได้
- อาจประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ผู้ซื้ออาจเจรจาราคาซื้อที่ต่ำลงเพื่อแลกกับการรับความเสี่ยงเพิ่ม
- รวมการขนส่งได้ สามารถรวมการขนส่งจากซัพพลายเออร์หลายรายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจช่วยลดค่าขนส่งได้
- ปรับแต่งโลจิสติกส์ได้ มีความยืดหยุ่นในการผสานการขนส่งเข้ากับกระบวนการซัพพลายเชนที่มีอยู่ และใช้ Freight Forwarder (บริษัทโลจิสติกส์ภายนอกที่จัดการการขนส่ง) ที่ต้องการได้
ข้อเสียสำหรับผู้ซื้อ
- ความรับผิดเพิ่มขึ้น ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหรือการสูญหายระหว่างขนส่ง ซึ่งสำหรับสินค้าที่แตกหักง่ายหรือมีมูลค่าสูงก็อาจเป็นเงินจำนวนมาก
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบค่าประกัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดระหว่างการขนส่ง
- ความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ การจัดการขนส่งระหว่างประเทศต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่ผู้ซื้อรายเล็กอาจไม่มี
FOB Destination
ข้อดีสำหรับผู้ขาย
- ควบคุมการขนส่งได้มากขึ้น ผู้ขายสามารถรับประกันการจัดการและจัดส่งสินค้าอย่างเหมาะสม
- ตั้งราคาสูงขึ้นได้ ผู้ขายสามารถคิดราคาสูงขึ้นเพราะรับความรับผิดชอบและความเสี่ยงมากกว่า
- กระบวนการขายง่ายขึ้น การเสนอราคารวมค่าขนส่งทำให้การเจรจาง่ายขึ้นสำหรับผู้ซื้อ
ข้อเสียสำหรับผู้ขาย
- ความรับผิดที่ยาวนานขึ้น การขนส่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ขายจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทางที่ตกลงกัน
- ผลกระทบต่อกระแสเงินสด การชำระเงินอาจล่าช้าจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง
- ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ผู้ขายต้องแบกรับค่าขนส่งทั้งหมดและจัดการโลจิสติกส์
ข้อดีสำหรับผู้ซื้อ
- ความเสี่ยงน้อยลง ผู้ซื้อไม่ต้องรับผิดชอบต่อสินค้าจนกว่าจะถึงปลายทางที่ตกลงกัน
- กระบวนการขนส่งง่ายขึ้น ผู้ซื้อไม่ต้องจัดการขนส่งระหว่างประเทศหรือดำเนินพิธีการศุลกากร
ข้อเสียสำหรับผู้ซื้อ
- ราคาอาจสูงขึ้น ผู้ซื้ออาจต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ขายรับเพิ่ม
- อาจเกิดความล่าช้า ผู้ซื้อต้องพึ่งพาการจัดการขนส่งของผู้ขาย
FOB และ Incoterms
Free on Board เป็นหนึ่งในประเภทของ Incoterms หรือเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ โดยมีหอการค้าระหว่างประเทศเป็นผู้เผยแพร่และกำกับดูแล Incoterms
มี Incoterms ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 11 ข้อ ซึ่งครอบคลุมความรับผิดชอบของผู้ซื้อและผู้ขายในการส่งออก Incoterms บางข้อใช้ได้เฉพาะกับการขนส่งทางทะเล ในขณะที่บางข้อครอบคลุมการขนส่งทุกรูปแบบ
Incoterms ของ ICC ได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2020 และยังคงเป็นข้อกำหนดตามสัญญาที่ถูกต้อง สามารถนำไปใช้ในข้อตกลงการขนส่งสินค้าที่เกี่ยวข้องได้ ต่อไปนี้คือ Incoterms ทั้ง 11 ข้อ
1. CIP ย่อมาจาก "Carriage and Insurance Paid To" หมายความว่าผู้ขายจ่ายค่าจัดส่งและประกันสินค้าไปยังผู้ขนส่งหรือสถานที่ที่กำหนด ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
2. CPT ภายใต้ CPT หรือ "Carriage Paid To" ผู้ขายจ่ายค่าจัดส่งสินค้าไปยังผู้ขนส่งหรือสถานที่ที่กำหนด และรับความเสี่ยงจนกว่าผู้ขนส่งจะรับสินค้า ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
3. CFR หรือ "Cost and Freight" หมายความว่าผู้ขายตกลงจัดการส่งออกและจ่ายค่าขนส่ง แต่ไม่รวมค่าประกัน ดังนั้นผู้ซื้อจะรับความเสี่ยงต่อการสูญเสียเมื่อสินค้าอยู่บนเรือแล้ว ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
4. CIF CIF หมายถึง "Cost, Insurance, and Freight" ภายใต้กฎนี้ ผู้ขายตกลงจ่ายค่าจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทาง รวมถึงค่าประกันขั้นต่ำ ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
5. DAP DAP หรือ "Delivered at Place" หมายความว่าผู้ขายตกลงรับผิดชอบการขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ที่ระบุในสัญญาซื้อขาย ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
6. DPU หรือ "Delivered-at-Place Unloaded" หมายความว่าผู้ขายตกลงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความรับผิดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ที่ระบุในสัญญาซื้อขาย รวมถึงการขนถ่ายสินค้า ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
7. DDP DDP หมายถึง "Delivered Duty Paid" ภายใต้ Incoterm นี้ ผู้ขายตกลงจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ โดยจ่ายค่าขนส่ง อากรส่งออกและนำเข้า รวมถึงภาษีทั้งหมด ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
8. EXW หรือ "Ex Works" กำหนดให้ผู้ขายเตรียมสินค้าให้พร้อมส่ง จากจุดนั้น ผู้ซื้อจะรับผิดชอบจัดการขนส่งต่อและรับค่าใช้จ่ายกับความเสี่ยงทั้งหมด ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
9. FAS ย่อมาจาก "Free Alongside Ship" มักใช้กับธุรกรรมสินค้าเทกอง กำหนดให้ผู้ขายต้องส่งสินค้าไปยังข้างเรือเพื่อโหลด โดยผู้ซื้อรับผิดชอบนำสินค้าขึ้นเรือ ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
10. FCA หรือ "Free Carrier" หมายความว่าผู้ขายมีหน้าที่ส่งสินค้าไปยังสถานที่หรือผู้ขนส่งที่กำหนด ซึ่งผู้ซื้อจะรับผิดชอบการขนส่งต่อ ใช้ได้กับทุกรูปแบบการขนส่ง
11. FOB ย่อมาจาก "Free on Board" และเป็น Incoterm ที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับการส่งออกทางทะเล โดยจะกำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะรับผิดชอบต่อสินค้าที่ขนส่งทางทะเลเมื่อไหร่ ใช้กับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
โปรดทราบว่าถึงแม้ FOB และ Incoterms อื่นๆ จะได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่กฎหมายการค้าในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน ดังนั้นหากนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศหรือขายสินค้าทั่วโลก ควรตรวจสอบกฎหมายของประเทศที่ส่งสินค้าออกด้วย
เคล็ดลับสำหรับผู้ซื้อในกรณีของ FOB Shipping Point
- ทำความเข้าใจความรับผิด
- เจรจาเงื่อนไขของการขนส่งแบบ FOB
- คำนวณค่าขนส่ง
- ใช้ปริมาณเป็นอำนาจต่อรอง
- ใช้ Freight forwarder
เมื่อคุณตกลงรับสินค้าภายใต้เงื่อนไขการขนส่งแบบ FOB (Free On Board) คุณจำเป็นต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบของคุณ อ่านสัญญาอย่างละเอียด คำนวณค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น ซื้อประกันภัย และพิจารณาเจรจาเงื่อนไขเพิ่มเติมในข้อตกลงการจัดส่งหรือการขายเพื่อป้องกันความเสียหาย
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับสำหรับผู้ซื้อที่พิจารณาเงื่อนไขการขนส่งแบบ FOB
ทำความเข้าใจความรับผิด
ก่อนเจรจา คุณต้องเข้าใจผลที่ตามมาของการใช้ FOB Shipping Point หรือ FOB Destination ในแง่ค่าใช้จ่าย ความเสี่ยง รวมถึงความรับผิดชอบ บางบริษัทจะเสนอตัวเลือกการขนส่งระหว่างประเทศที่แตกต่างกันสำหรับสินค้าแต่ละประเภท การทำประกันสินค้าจะช่วยป้องกันในกรณีเกิดปัญหา
นอกจากนี้ยังสามารถปรึกษาทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้อธิบายความรับผิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เจรจาเงื่อนไขของการขนส่งแบบ FOB
หากสินค้ามีราคาแพง เป็นของหายาก หรืออยู่ในหมวดที่ทำประกันได้ยาก การเจรจาขอ FOB destination อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
คำนวณค่าขนส่ง
หากตกลงใช้เงื่อนไข FOB Shipping Point อย่าลืมรวมค่าขนส่งและภาษีนำเข้าไว้ในการเจรจาราคาด้วย อีกทางเลือกหนึ่งคือร่วมมือกับผู้ขายเพื่อเพิ่มความคุ้มครองค่าขนส่งเพิ่มเติมในสัญญา
ใช้ปริมาณเป็นอำนาจต่อรอง
หากสั่งสินค้าจำนวนมากจากผู้ขายรายเดียว คุณอาจมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจาเงื่อนไขของการขนส่งแบบ FOB Destination เพราะค่าขนส่งต่อหน่วยจะต่ำลงสำหรับผู้ขาย
ใช้ Freight Forwarder
Freight Forwarder สามารถช่วยจัดการโลจิสติกส์ ลดความซับซ้อนและความเสี่ยงสำหรับผู้ซื้อในข้อตกลง FOB Shipping Point ได้ โดยเฉพาะสำหรับอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ
วิธีอ่านฉลากการขนส่งแบบ FOB
นี่คือสิ่งที่ต้องดูเมื่ออ่านฉลากการขนส่ง
- ข้อกำหนดของการขนส่งแบบ FOB ฉลากการขนส่ง สัญญา รวมถึงเอกสารอื่นๆ ควรระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น FOB Shipping Point หรือ FOB Destination
- สถานที่ที่กำหนด เอกสารควรระบุจุดขนส่ง (ท่าเรือต้นทางหรือสถานที่ของผู้ขาย) หรือปลายทางสุดท้าย (ท่าเรือปลายทางหรือสถานที่ของผู้ซื้อ)
- รายละเอียดความรับผิดชอบ เพื่อความชัดเจน เอกสารจะต้องอธิบายเงื่อนไขของการขนส่งแบบ FOB โดยเน้นให้เห็นว่าผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบเมื่อไหร่
- วันที่และเวลา เอกสารควรแสดงวันที่และเวลาที่สินค้าจะถูกส่งมอบ ณ จุดขนส่ง และระบุวันที่คาดว่าจะจัดส่งถึง
- สภาพสินค้า ณ จุดขนส่งและปลายทาง ควรบันทึกสภาพสินค้าไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีเกิดข้อพิพาทหรือเคลมประกัน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งแบบ FOB
- FOB ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- FOB กำหนดเขตอำนาจศาล
- FOB Shipping Point เป็นประโยชน์ต่อผู้ขายเสมอ
- FOB Destination หมายความว่าผู้ขายจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ข้อกำหนดของการขนส่งแบบ FOB ไม่ได้ครอบคลุมความเสี่ยงและความรับผิดชอบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ต่อไปนี้คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งแบบ FOB
FOB ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
FOB ไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ใน FOB Shipping Point ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบค่าขนส่ง ค่าประกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตั้งแต่จุดขนส่งเป็นต้นไป
FOB กำหนดเขตอำนาจศาล
ข้อกำหนดของการขนส่งแบบ FOB ไม่ได้กำหนดเขตอำนาจศาลสำหรับข้อพิพาท ซึ่งควรระบุแยกต่างหากในสัญญา
FOB Shipping Point เป็นประโยชน์ต่อผู้ขายเสมอ
แม้ว่าการจัดส่งแบบ FOB จะโอนความเสี่ยงไปให้ผู้ซื้อ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ขายและอัตราการขายได้ ต้นทุนการขนส่งลดลง แต่ผู้ซื้อจำนวนน้อยลงยินดีที่จะยอมรับเงื่อนไขการจัดส่งแบบ FOB โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าที่แตกหักง่าย
FOB Destination หมายความว่าผู้ขายจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ถึงแม้ผู้ขายจะแบกรับค่าใช้จ่ายสูงกว่าภายใต้ FOB Destination แต่ก็สามารถรวมค่าขนส่งไว้ในราคาสินค้าได้ นอกจากนี้ผู้ซื้ออาจยังต้องจ่ายค่าขนส่งและค่าประกันทางอ้อมอยู่ดี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งแบบ FOB
ใครเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งใน FOB Shipping Point
ใน FOB Shipping Point หากเงื่อนไขระบุว่า "FOB Origin, Freight Collect" ผู้ซื้อจะเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง แต่หากเงื่อนไขระบุว่า "FOB Origin, Freight Prepaid" ผู้ซื้อจะรับผิดชอบต่อสินค้า ณ จุดต้นทาง แต่ผู้ขายจะเป็นผู้จ่ายค่าขนส่ง
ตัวอย่างของ FOB Shipping Point คืออะไร
FOB Shipping Point เป็นคำศัพท์ในอุตสาหกรรมขนส่งที่ระบุว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า ตัวอย่างเช่น หากผู้นำเข้าไวน์หายากตกลงใช้ FOB Shipping Point ก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ถึงแม้ไวน์จะเสียหรือสูญหายระหว่างทางก็ตาม
FOB เหมือนกับ Delivered หรือไม่
FOB (Free on Board) หมายความว่าความรับผิดชอบของผู้ขายสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถึงราวเรือแล้ว ผู้ซื้อจึงรับช่วงต่อ ต่างจาก "Delivered" ซึ่งหมายความว่าผู้ขายต้องแบกรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทางของผู้ซื้อ
FOB Destination คืออะไร
FOB Destination เป็น Incoterm (ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศ) ประเภทหนึ่งที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ หมายความว่าผู้ขายจ่ายค่าขนส่งทั้งหมด และธุรกรรมจะไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าสินค้าจะถึงปลายทางของผู้ซื้อในสภาพไม่เสียหาย

