ร้านค้าออนไลน์อาจมีสินค้าชั้นเลิศ ดีไซน์สวยงาม และประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม แต่หากการจัดส่งทำได้ไม่ดีพอ ก็อาจทำลายธุรกิจทั้งหมดลงได้
การจัดส่งนับเป็นจุดสุดท้ายของการติดต่อระหว่างลูกค้าและแบรนด์ รวมถึงเป็นโค้งสุดท้ายที่จะนำสินค้าไปส่งมอบถึงมือลูกค้าได้ ดังนั้นเครื่องมือและกระบวนการจัดส่งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวนี้จุดที่ท้าทายที่สุดคือการรับรู้ว่าตัวเลือกใดเหมาะสมกับธุรกิจที่สุด ในบทความนี้จึงจะทำการเปรียบเทียบ ShipStation vs ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify โดยทำการวิเคราะห์ทุกปัจจัยจำเป็นเพื่อเลือกระหว่างแพลตฟอร์มทั้งสอง พร้อมเผยข้อดีข้อเสียที่สำคัญ และเคล็ดลับในการเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมตามความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละธุรกิจ
ภาพรวมของ ShipStation vs ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify
ทั้ง ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify และ ShipStation ต่างก็มีข้อดีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเจ้าของร้านค้า โดยมีฟีเจอร์และบริการที่คล้ายคลึงกันหลายอย่าง การเลือกใช้ระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์มจึงจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละธุรกิจ
ShipStation เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางหลากหลาย ซึ่งจะครอบคลุมไปมากกว่าหน้าร้านออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น Amazon, eBay, Etsy และ Walmart อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้หลายรายกลับพบว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีระบบที่เรียนรู้ได้ยาก ซึ่งอาจทำให้ไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและทรัพยากรแรงงานเพิ่มเติมในการเรียนรู้ โดยเฉพาะหากธุรกิจยังจะไม่แน่ใจว่าฟีเจอร์และระบบต่าง ๆ เหมาะสมกับความต้องการหรือไม่
ในอีกแง่หนึ่ง Shopify มาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายที่ตั้งค่าไว้เรียบร้อย เพื่อทำให้การจัดส่งและการขายเป็นไปได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังมีระบบบนแอป Shopify ที่มีแอปมากกว่า 7,000 แอป ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดตั้งแต่สตาร์ทอัพใหม่ไปจนถึงแบรนด์ระดับโลกสามารถปรับแต่งกระทั่งได้ชุดเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการ
สำหรับเจ้าของธุรกิจร้านค้าออนไลน์บางรายแล้ว การเลือกระหว่าง ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify และ ShipStation จึงอาจเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยาก
เครื่องมือจัดส่งในตัวของ Shopify
ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify สามารถใช้งานได้ผ่านแดชบอร์ดของ Shopify ทุกหน้า
ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify ที่มาพร้อมกับบัญชี Shopify ทุกบัญชีไม่ว่าจะใช้งานแพ็กเกจใด มีข้อดีหลักดังนี้
- แพลตฟอร์มครบวงจร สามารถจัดการการจัดส่งคำสั่งซื้อประจำวันได้ในที่เดียวกับที่จัดการสินค้า สินค้าคงคลัง แคมเปญการตลาด และข้อมูลลูกค้า
- จัดส่งคำสั่งซื้อได้เร็วขึ้น สามารถสั่งซื้อและพิมพ์ฉลากจัดส่งได้ภายในแพลตฟอร์ม ทำให้เตรียมพัสดุล่วงหน้าและหลีกเลี่ยงการต่อคิวที่ไปรษณีย์ได้
- ปรับปรุงงานให้คล่องตัว สามารถปรับแต่งการตั้งค่าการจัดส่งด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การจัดส่งคำสั่งซื้อจำนวนมาก รวมถึงการนัดหมายรับพัสดุผ่านผู้ให้บริการชั้นนำอย่าง UPS และ DHL Express
- ติดตามในแอป สามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งภายใน Shopify ได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ของบุคคลที่สามหรือค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง
- ตัวเลือกผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ สามารถจัดส่งไปทั่วโลกด้วยส่วนลดการจัดส่งระหว่างประเทศและแบบฟอร์มศุลกากรในตัว ซึ่งเข้าถึงได้จากแดชบอร์ด Shopify และติดตามข้อมูลภาษีศุลกากรและข้อกำหนดการจัดส่งระหว่างประเทศได้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
- ประกันเสริมตามต้องการ เมื่อสั่งซื้อฉลากจัดส่ง สามารถเพิ่มประกันเสริมสำหรับพัสดุที่มีความเสี่ยงสูงหรือมูลค่าสูงได้ โดยลูกค้า Shopify Payments จะได้รับประกันการจัดส่งมูลค่า 200 ดอลลาร์ (ราว 6,000 บาท) โดยไม่มีค่าใช้จ่าวสำหรับฉลากที่มีสิทธิ์แต่ละฉลาก
ฟีเจอร์หลักของ ShipStation
ซอฟต์แวร์จัดส่งของ ShipStation ใช้งานง่าย
จุดเด่นหลักของ ShipStation อยู่ที่แพลตฟอร์มจัดส่งแบบเดี่ยว (หรือ standalone) ซึ่งเชื่อมต่อช่องทางการขายหลากหลายช่องทางไว้กับแพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management หรือ CRM) แพลตฟอร์มการวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning หรือ ERP) และบัญชี รวมถึงระบบการจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management System หรือ IMS)
- รองรับหลายช่องทาง สามารถเชื่อมต่อกับช่องทางอีคอมเมิร์ซมากกว่า 70 ช่องทาง เพื่อรวมรวมและจัดการกิจกรรมหลากหลายช่องทางไว้ในที่เดียว
- ระบบอัตโนมัติขั้นสูง สามารถตั้งค่าเกณฑ์ที่ต้องการสำหรับการทำงานไว้ได้โดยอัตโนมัติ เช่น กำหนดผู้ให้บริการขนส่งและบริการจัดส่งเฉพาะตามน้ำหนักคำสั่งซื้อ รวมทั้งสามารถเลือกการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับการจัดส่งระหว่างประเทศ ทำประกันคำสั่งซื้อเฉพาะ และปรับอัตราค่าขนส่งจริงสำหรับลูกค้าตอนชำระเงิน
- การจัดการคำสั่งซื้อ สามารถรวบรวมคำสั่งซื้อหลากหลายรายการที่ส่งไปยังที่อยู่เดียวกัน แยกคำสั่งซื้อที่มีสินค้าส่งไปยังสถานที่ต่างกัน และใช้ฟิลเตอร์ตามเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แท็ก ปลายทาง และร้านค้าได้
- การจัดส่งแบบกลุ่ม สามารถจัดการจัดส่งเป็นกลุ่มที่กำหนดเองตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และพิมพ์ฉลากได้มากถึง 500 ฉลาก รวมถึงจัดระเบียบระบบการทำงานสำหรับผู้ใช้รายอื่น ๆ เช่น มอบหมายกลุ่มเฉพาะให้ผู้ใช้คนใดคนหนึ่งดำเนินการ
- การแจ้งเตือนเชิงรุก สามารถรับการแจ้งเตือนสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษได้ เช่น การรวบรวมคำสั่งซื้อ การเติมสต็อกตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และอื่น ๆ
ราคา
ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify มาพร้อมกับทุกแพ็กเกจของ Shopify ตั้งแต่แพ็กเกจ Starter ราคา 5 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 150 บาท) ไปจนถึงแพ็กเกจ Advanced ราคา 299 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 9,000 บาท) โดยจะมีค่าใช้จ่ายคงที่และไม่ต้องอัปเกรดเพื่อเข้าถึงฟังก์ชันพื้นฐานใด ๆ ของ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify ทำให้เป็นวิธีที่คุ้มค่าในการลดค่าใช้จ่ายการจัดส่ง
ShipStation เป็นแพลตฟอร์มแบบเดี่ยว (หรือใช้เป็นแอปภายใน Shopify ได้) ซึ่งต้องสมัครสมาชิกแยกต่างหาก โดยแพ็กเกจรายเดือนของ ShipStation มีดังนี้
- ShippingEasy ฟรี สำหรับการจัดส่งสูงสุด 25 ครั้งต่อเดือน
- Starter 9.99 ดอลลาร์ (ราว 300 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 50 ครั้งต่อเดือน
- Bronze 29.99 ดอลลาร์ (ราว 900 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 500 ครั้ง
- Silver 59.99 ดอลลาร์ (ราว 1800 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 1,000 ครั้ง
- Gold 99.99 ดอลลาร์ (ราว 3000 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 2,000 ครั้ง
- Platinum 149.99 ดอลลาร์ (ราว 4500 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 5,000 ครั้ง
- Enterprise 229.99 ดอลลาร์ (ราว 6900 บาท) สำหรับการจัดส่งสูงสุด 7,500 ครั้ง
เช่นเดียวกับแอปแบบเสียเงินส่วนใหญ่ ความสามารถในการเข้าถึงฟีเจอร์ของผู้ใช้ขึ้นอยู่กับระดับการสมัครสมาชิก จึงควรตรวจสอบหน้าราคาของ ShipStation อีกครั้งเพื่อดูรายละเอียดว่าแพ็กเกจไหนมีฟีเจอร์ที่ต้องการ
ส่วนลดค่าจัดส่ง
ทั้ง Shiptation และฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify ต่างเสนออัตราส่วนลดพิเศษสำหรับพาร์ทเนอร์เฉพาะกับ Shopify โดยให้ส่วนลดค่าจัดส่งสูงสุดถึง 88% เมื่อจัดส่งผ่าน USPS, UPS และ DHL Express
ShipStation เองก็เสนออัตราส่วนลดในระดับใกล้เคียงกัน โดยลูกค้าที่มีบัญชี ShipStation UPS จะได้รับส่วนลดสูงสุดดังนี้
- ส่วนลด 83% จากอัตราประจำวัน
- ส่วนลด 77% สำหรับ UPS Ground
- ส่วนลด 72% สำหรับบริการส่งทางอากาศวันถัดไปและสองวันสำหรับพัสดุที่มีสิทธิ์
ทั้งสองแพลตฟอร์มมีเครื่องมือช่วยคำนวณอัตราค่าจัดส่ง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เครื่องคำนวณอัตราค่าจัดส่ง Shopify และทรัพยากรคำนวณอัตราค่าจัดส่ง
ประหยัดค่าฉลากจัดส่งสูงสุด 88% เมื่อใช้งานเครื่องมือ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify
โดยส่วนลดเหล่านี้ให้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องกับธุรกิจ เนื่องจากจะช่วยให้เสนอตัวเลือกการจัดส่งที่มีอัตราดีและแข่งขันได้ เช่น อัตราคงที่หรือการจัดส่งฟรี ซึ่งจะช่วยให้สามารถแข่งขันในกลุ่มตลาด สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า และกระตุ้นให้เกิดการกลับมาซื้อซ้ำได้
ค่าจัดส่งที่สมเหตุสมผลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซปัจจุบัน เนื่องจากรายงานล่าสุดพบว่าลูกค้ากว่า 62% จะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ค้าปลีกที่ไม่เสนอบริการจัดส่งฟรี และเกือบครึ่งหนึ่งก็ยินดีใช้จ่ายเพิ่มเพื่อให้ถึงจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดสำหรับการจัดส่งฟรี
ผู้ให้บริการขนส่ง
แม้ทั้ง ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify และ ShipStation จะเสนอส่วนลดสูง แต่ก็มีความแตกต่างในจำนวนผู้ให้บริการขนส่งที่รองรับ โดย ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่งระดับโลกที่ได้รับความนิยม ได้แก่
- UPS (ใช้ได้ในไทย)
- FedEx by Shippo (ใช้ได้ในไทย)
- USPS
- DHL Express
- DPD
- Canada Post
- Evri เดิมชื่อ Hermes
- Sendle
- Chronopost
- Colissimo
- Correos
- Mondial Relay
- Poste Italiane
หรือหากต้องการใช้งานผู้ให้บริการขนส่งเพิ่มเติม ก็อาจทดลองใช้เครื่องมืออื่นหรือแอปจากระบบของ Shopify เช่น ShipStation ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการขนส่งมากกว่า 50 รายทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมถึง Parcelforce Worldwide, Purolator, GlobalPost, Canpar Express และ Loomis Express
บริการไหนประหยัดเวลากว่ากัน?
ทั้ง ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify และ ShipStation ต่างมีฟีเจอร์นำเข้าคำสั่งซื้อและกฎอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามระบบอัตโนมัติของ ShipStation มีข้อจำกัดมากกว่าและต้องอาศัยการเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่น ๆ ในขณะที่ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify จะเชื่อมต่อกับ Shopify Flow โดยตรงภายในเพจแอดมินของ Shopify ทำให้สามารถใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งเป็นตัวกระตุ้นและปรับแต่งการทำงานได้ ตัวอย่างเช่น:
- เมื่อลูกค้าจ่ายเงินสำหรับการจัดส่งด่วน ก็อาจส่งอีเมลไปยังทีมคลังสินค้าเพื่อจัดลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อ
- เมื่อลูกค้าประจำซื้อเป็นครั้งที่ 3 ใช้แอป Scribeless ส่งจดหมายขอบคุณที่เขียนด้วยลายมือ
เปรียบเทียบประสบการณ์ผู้ใช้และอินเทอร์เฟซ
ทั้ง Shopify และ ShipStation มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและออกแบบมาเพื่อการจัดการการจัดส่งที่สะดวก คำแนะนำชัดเจนและหาได้ง่าย ทำให้ทั้งสองตัวเลือกเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือการวางแผนฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์การจัดส่ง
แต่ข้อได้เปรียบหลักของ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify คือการเชื่อมต่อกับแอดมิน Shopify ที่จะสามารถพิมพ์ฉลากจัดส่ง สร้างใบแพ็กสินค้า และติดตามสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแดชบอร์ด Shopify ที่คุ้นเคย
การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopify ซึ่งทำหน้าที่เป็นแดชบอร์ดกลางสำหรับกิจกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด ทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลสินค้าคงคลังและสินค้าที่ซิงค์ข้ามช่องทางการขายต่าง ๆ ตั้งแต่หน้าร้านโซเชียลมีเดียไปจนถึงตลาดออนไลน์ รวมถึงการขายแบบพบหน้าด้วย
Shopify POS โดย Shopify ทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ประมวลผลการชำระเงินผ่าน Shopify Payments และเลือกจากแอปหลายพันแอปใน Shopify App Store เพื่อปรับแต่งประสบการณ์การขายออนไลน์ได้ ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องเฟ้นหาการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกับ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify ต่างหาก เพราะมีอยู่แล้วในตัว
ในทางกลับกัน ShipStation เป็นแพลตฟอร์มจัดส่งเฉพาะทาง และแม้จะไม่มีฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซในการสร้างหน้าร้านออนไลน์และประมวลผลการชำระเงินเอง แต่ก็สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มยอดนิยมได้ ได้แก่
- Shopify และ Shopify
- Amazon
- eBay
- Squarespace
- WooCommerce
- BigCommerce
ซึ่งการเชื่อมต่อส่วนใหญ่เหล่านี้ตั้งค่าได้ง่าย มีเอกสารแนะนำตลอดกระบวนการ อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อสองแพลตฟอร์มแยกกันก็มักหมายถึงการจ่ายค่าสมัครสมาชิกรายเดือนเพิ่มเติมด้วย
คะแนนจากลูกค้า
บน G2 เว็บไซต์รีวิวและเปรียบเทียบซอฟต์แวร์ชั้นนำ Shopify และ ShipStation ได้รับคะแนนใกล้เคียงกัน โดยลูกค้ามากกว่า 4,500 รายให้คะแนน Shopify ที่ 4.4 ในขณะที่ผู้รีวิวมากกว่า 500 รายให้คะแนน ShipStation ที่ 4.3 จาก 5 ดาว
สรุปผลการเปรียบเทียบ ShipStation vs ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify
ทั้งสองตัวเลือกการจัดส่งต่างมีฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ การเลือกใช้สอยจึงจะขึ้นอยู่กับว่าฟีเจอร์เฉพาะของ ShipStation คุ้มค่ากับต้นทุน ไม่ว่าจะต้นทุนทางการเงินของแอปเพิ่มเติมและการลงทุนด้านเวลาในการเรียนรู้ระบบใหม่หรือไม่
โดยจำเป็นต้องมีการสำรวจพิจารณาอย่างรอบคอบ และคิดวิเคราะห์เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และต้นทุน ซึ่งอาจต้องลองผิดลองถูกบ้างเพื่อหาชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อปรับปรุงกลยุทธ์การจัดส่งให้สมบูรณ์แบบแล้ว ธุรกิจก็จะอยู่ในตำแหน่งที่จะเหมาะสมกับการบรรลุเป้าหมายมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ShipStation vs ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify
ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify หรือ ShipStation ดีกว่ากัน?
ทั้งสองเป็นระบบจัดส่งที่ยอดเยี่ยม โดย ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าและมีระบบที่ตั้งค่าง่ายกว่าสำหรับผู้ค้า Shopify ในขณะที่ ShipStation มักเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น BigCommerce, WooCommerce และ Squarespace ได้
การจัดส่งผ่าน Shopify หรือ ShipStation ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ากัน?
Shopify เสนอส่วนลดสูงสุด 88% สำหรับฉลากจัดส่งกับ USPS, UPS และ DHL ส่วน ShipStation เสนอส่วนลดสูงสุด 83% สำหรับอัตราประจำวันของ UPS
ควรใช้ UPS หรือ USPS บน Shopify?
โดยทั่วไป การจัดส่งสินค้าขนาดใหญ่กับ UPS จะถูกกว่า แม้การจัดส่งพัสดุขนาดเล็กกับ USPS จะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ทั้งนี้สำหรับการจัดส่งระหว่างประเทศ USPS มักจะคุ้มค่ากว่า แต่ใช้เวลานานกว่า จึงสามารถใช้ฉลากส่วนลดของ ฟีเจอร์ส่งสินค้า Shopify เพื่อจัดส่งระหว่างประเทศได้เร็วขึ้นผ่าน UPS


