เมื่อพูดถึงการขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย แทบไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่เข้าถึงผู้คนได้มากเท่า Facebook แม้จะมีแอปและแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ Facebook ก็ยังมีผู้ใช้งานจำนวนมากที่สุด ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจประเภทไหน โอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ผ่าน Facebook และ Instagram ก็ยังมีอีกมาก
จากผลสำรวจพบว่า นักช้อปออนไลน์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หันมาซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าโดยตรงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แทนการซื้อผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบเดิม โดย Facebook ยังคงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้ในการเลือกซื้อสินค้าเมื่อเทียบกับเครือข่ายโซเชียลอื่นๆ
หากคุณกำลังสนใจเริ่มต้นขายสินค้าบน Facebook แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน คู่มือฉบับนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจทุกขั้นตอนได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การขายของใน Facebook Marketplace ไปจนถึงการเปิด Facebook Shops รวมถึงเทคนิคการลงขายสินค้า การเขียนรายละเอียดสินค้า และการตั้งราคาให้ดึงดูดลูกค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างยอดขายบน Facebook ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่องทางวิธีขายของใน Facebook มีอะไรบ้าง?
Facebook มีเครื่องมือหลากหลายที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานทั่วไปสามารถขายของออนไลน์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงประกาศขายสินค้า เปิดหน้าร้านออนไลน์ หรือเข้าถึงลูกค้าผ่านกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ โดยช่องทางยอดนิยมสำหรับขายของใน Facebook มี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
แต่ละช่องทางมีจุดเด่นและเหมาะกับผู้ขายแตกต่างกัน ด้านล่างนี้เราจะพาไปทำความรู้จักแต่ละช่องทางอย่างละเอียด พร้อมดูว่าช่องทางไหนเหมาะกับธุรกิจหรือสินค้าของคุณ ก่อนอื่น มาดูภาพรวมของวิธีสร้างรายได้ผ่าน Facebook กันก่อน
Facebook Marketplace
Facebook Marketplace เปิดตัวในปี 2016 ในฐานะเครื่องมือสำหรับซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ใช้งานทั่วไป หรือ C2C และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นขายของใน Facebook Marketplace โดยเฉพาะสินค้าทั่วไป สินค้ามือสอง หรือสินค้าที่ต้องการเข้าถึงผู้ซื้อในพื้นที่ใกล้เคียง
จากผลสำรวจ Global Shopper Survey โดย eMarketer และ ESW พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกราว 20% เคยซื้อสินค้าผ่าน Facebook Marketplace ขณะที่พฤติกรรมของนักช้อปชาวไทยก็สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของ Social Commerce เช่นกัน โดยรายงาน Thailand Internet User Behavior ของ ETDA ระบุว่า Social Commerce ซึ่งครอบคลุมแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, TikTok และ LINE เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่คนไทยนิยมใช้ซื้อสินค้าออนไลน์
ผู้ขายสามารถลงประกาศสินค้า ระบุรายละเอียดและราคา เพิ่มรูปภาพ และพูดคุยกับผู้ซื้อได้โดยตรง รวมถึงนัดหมายเพื่อส่งมอบสินค้าและตกลงวิธีการชำระเงินหรือจัดส่งตามความเหมาะสม สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มขายของใน Facebook Marketplace จุดเด่นคือสามารถนำเสนอสินค้าให้กับผู้ซื้อที่กำลังค้นหาสินค้าบนแพลตฟอร์มได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเอง
นอกจากนี้ Facebook ยังมีการพัฒนาฟีเจอร์ของ Marketplace อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งผู้ขายทั่วไป ร้านค้า และธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้ Marketplace เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์และทดลองตลาด
Facebook Shops
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการสร้างฐานลูกค้า ขยายแบรนด์ และเพิ่มยอดขายไปพร้อมกัน ช่องทางที่เหมาะสำหรับเริ่มขายของใน Facebook คือ Facebook Shops
Facebook Shops ช่วยให้ร้านค้าสามารถสร้างหน้าร้านออนไลน์บน Facebook และเชื่อมต่อกับ Instagram ได้ ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้า สำรวจคอลเลกชัน และทำความรู้จักกับแบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มของ Meta ก่อนดำเนินการสั่งซื้อผ่านช่องทางที่ร้านค้ากำหนด
สำหรับเจ้าของร้านที่ใช้ Shopify สามารถเริ่มขายสินค้าบน Facebook และ Instagram ผ่านแอป Facebook & Instagram ซึ่งช่วยซิงก์ข้อมูลสินค้าและสินค้าคงคลังระหว่าง Shopify กับ Meta ทำให้สามารถจัดการสินค้าและช่องทางการขายได้สะดวกยิ่งขึ้น
กลุ่มซื้อขายใน Facebook
กลุ่มซื้อขายใน Facebook เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการซื้อขายแบบ C2C และเหมาะกับชุมชนที่มีความสนใจร่วมกันหรืออยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น กลุ่มซื้อขายสินค้ามือสอง กลุ่มซื้อขายสินค้าสำหรับงานอดิเรก หรือกลุ่มซื้อขายในชุมชนท้องถิ่น
ช่องทางนี้มีลักษณะคล้ายตลาดนัดออนไลน์ ผู้ขายสามารถนำสินค้าไปเสนอให้กับสมาชิกในกลุ่มที่มีความสนใจตรงกับสินค้านั้นๆ ได้โดยตรง จึงเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการซื้อขายสินค้าโดยไม่ต้องสร้างหน้าร้านออนไลน์ขึ้นมาเอง
แม้กลุ่มซื้อขายจะไม่ใช่ช่องทางหลักสำหรับร้านค้าที่ต้องการ ขายของใน Facebook ในระดับธุรกิจ แต่ก็สามารถใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และสร้างการรับรู้แบรนด์ได้เช่นกัน
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่กำลังมองหาวิธีขายของใน Facebook Marketplace หรือเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการสร้างหน้าร้านออนไลน์ Facebook ก็มีช่องทางที่ตอบโจทย์การขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ
ต่อไป มาดูวิธีขายของใน Facebook ผ่านทั้ง 3 ช่องทางหลักแบบละเอียด พร้อมขั้นตอนที่คุณสามารถทำตามได้ทีละขั้นกัน
วิธีขายของใน Facebook Marketplace
- ทำความเข้าใจนโยบาย Facebook Marketplace
- สร้างรายการสินค้าใน Marketplace
- กรอกข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน
- สำรวจตัวเลือกเพิ่มเติม
- ตั้งค่าการจัดส่งและโพสต์รายการสินค้า
- ทดลองใช้ Boosted Listings
การเริ่มต้นขายของใน Facebook Marketplace ไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าอีคอมเมิร์ซหรือเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพียงมีบัญชี Facebook และสินค้าที่ต้องการขายก็สามารถเริ่มสร้างรายการสินค้าได้ ต่อไปนี้คือขั้นตอนสำคัญที่ควรรู้ก่อนเริ่มขาย
1. ทำความเข้าใจนโยบาย Facebook Marketplace
ก่อนเริ่มขายของใน Facebook Marketplace สิ่งแรกที่ควรทำคือศึกษากฎและข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม Facebook Marketplace มีนโยบายเกี่ยวกับประเภทสินค้าที่สามารถขายได้ วิธีสร้างและจัดการรายการสินค้า รวมถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ขายและผู้ซื้อ การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่รายการสินค้าจะถูกลบหรือบัญชีถูกจำกัดการใช้งาน
นอกจากต้องปฏิบัติตามมาตรฐานคอมมูนิตี้ Meta แล้ว ผู้ขายยังต้องปฏิบัติตามนโยบายการค้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมการซื้อขายบน Facebook รวมถึงนโยบายเฉพาะสำหรับผู้ขายบน Marketplace ด้วย โดยข้อกำหนดสำคัญที่ควรรู้ ได้แก่
- รายการสินค้าที่ลงขายบน Facebook Marketplace ต้องเป็นสินค้าไม่ใช่บริการหรือโพสต์ตามหาสินค้า
- สินค้าที่นำมาขายต้องเป็นสินค้าที่ Marketplace อนุญาต ห้ามลงขายสินค้าต้องห้ามหรือผิดกฎหมาย เช่น อาวุธ สัตว์บางประเภท เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าสำหรับผู้ใหญ่ และสินค้าลอกเลียนแบบ
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการซื้อขาย ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมล ไว้ในรายการสินค้า หากต้องนัดพบเพื่อส่งมอบสินค้า ควรเลือกสถานที่สาธารณะที่มีแสงสว่างและผู้คนพลุกพล่าน รวมถึงแจ้งให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวทราบเกี่ยวกับสถานที่และเวลานัดหมาย
2. สร้างรายการสินค้าใน Marketplace

เมื่อทำความเข้าใจนโยบายเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มขายของใน Facebook Marketplace ได้โดยการสร้างรายการสินค้า
หากใช้งาน Facebook บนคอมพิวเตอร์ ให้เข้าสู่ระบบแล้วเลือก Marketplace จากเมนูด้านซ้าย จากนั้นเลือก "สร้างรายการใหม่" (Create New Listing)
สำหรับการใช้งานผ่านแอป Facebook บนมือถือ ให้เลือกไอคอน Marketplace ที่ด้านล่างของหน้าจอ จากนั้นเลือก Sell > Create listing ระบบจะให้เลือกประเภทของรายการสินค้า เช่น
- สินค้าชิ้นเดียว
- สินค้าหลายชิ้น
- ยานพาหนะ
- อสังหาริมทรัพย์สำหรับขายหรือให้เช่า
- อีเวนต์ลดราคา
เลือกประเภทที่ตรงกับสินค้าที่ต้องการขายมากที่สุด เพื่อให้ระบบจัดหมวดหมู่รายการได้เหมาะสมและช่วยให้ผู้ซื้อค้นหาสินค้าของคุณได้ง่ายขึ้น
3. กรอกข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน

หลังจากสร้างรายการสินค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเพิ่มข้อมูลให้ครบถ้วนและน่าสนใจ เพราะรายละเอียดที่ดีมีส่วนช่วยให้ผู้ซื้อเข้าใจสินค้าและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
เริ่มจากการอัปโหลดรูปภาพสินค้า หากระบบมีตัวเลือก "Create listing details" คุณอาจใช้เครื่องมือ AI ของ Meta เพื่อช่วยสร้างชื่อสินค้า ราคา คำอธิบาย และข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสินค้าโดยอ้างอิงจากรายการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง หรือจะเขียนชื่อและคำอธิบายสินค้าด้วยตัวเองก็ได้ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสินค้า ตำหนิ หรือข้อจำกัดต่างๆ ควรระบุให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ซื้อทราบว่ากำลังจะได้รับสินค้าในสภาพใด
สำหรับชื่อสินค้า ควรเขียนให้กระชับ ชัดเจน และสื่อถึงสินค้าที่กำลังขายได้ทันที นอกจากนี้ ควรใส่คำหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ซื้อน่าจะใช้ค้นหา เพื่อเพิ่มโอกาสให้รายการสินค้าถูกค้นพบ
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้ชื่อทั่วไปอย่าง "เทียนแฮนด์เมด" อาจระบุรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้นเป็น "เทียนหอมถั่วเหลืองแฮนด์เมด กลิ่นลาเวนเดอร์ & คาโมมายล์ ธรรมชาติ 100%" เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อเข้าใจสินค้าได้ตั้งแต่เห็นชื่อรายการ

นอกจากภาพหลักแล้ว ควรเพิ่มรูปภาพสินค้าในมุมต่างๆ และอัปโหลดวิดีโอเพื่อช่วยให้ผู้ซื้อเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเป็นไปได้ ควรถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติที่เพียงพอ ใช้ภาพหลายมุม และถ่ายภาพระยะใกล้เพื่อแสดงรายละเอียดของสินค้า รวมถึงภาพไลฟ์สไตล์ที่ช่วยให้ผู้ซื้อเห็นบริบทและขนาดของสินค้าจริง
สุดท้าย อย่าลืมพิจารณาเรื่องราคา ก่อนตั้งราคาสำหรับขายของใน Facebook Marketplace ลองสำรวจสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทั้งบน Marketplace และแพลตฟอร์มอื่นๆ เพื่อดูระดับราคาที่ตลาดยอมรับ จากนั้นตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพ สภาพ และคุณค่าของสินค้า พร้อมแข่งขันกับสินค้ารายอื่นได้
4. สำรวจตัวเลือกเพิ่มเติม
เมื่อกรอกรายละเอียดสินค้าเรียบร้อยแล้ว คุณจะเห็นตัวเลือกเพิ่มเติมภายใต้เมนู "More listing options" ซึ่งช่วยให้ปรับแต่งรายการสินค้าได้ละเอียดขึ้น เช่น เลือกหมวดหมู่สินค้า ซ่อนรายการจากเพื่อน หรือปิดการแสดงความคิดเห็น โดยระบบอาจใช้ AI ช่วยเลือกหมวดหมู่สินค้าให้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือก "List in additional places" ซึ่งช่วยให้คุณนำรายการสินค้าไปแสดงในพื้นที่หรือช่องทางอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ใช้งาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อค้นพบสินค้าได้มากขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการขายของใน Facebook Marketplace ควรตรวจสอบตัวเลือกเหล่านี้ก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นรายการสินค้า เพราะอาจส่งผลต่อจำนวนผู้ซื้อที่เข้าถึงสินค้าได้
5. ตั้งค่าการจัดส่งและโพสต์รายการสินค้า
โดยทั่วไป รายการสินค้าใน Marketplace จะตั้งค่าให้ผู้ซื้อรับสินค้าในพื้นที่หรือจัดส่งภายในพื้นที่เป็นค่าเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ขายบางรายอาจมีตัวเลือกให้เสนอการจัดส่ง ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและสิทธิ์ของบัญชี หากบัญชีของคุณรองรับตัวเลือกนี้ ระบบจะแสดงการตั้งค่าการจัดส่งระหว่างขั้นตอนสร้างรายการสินค้า
ตรวจสอบข้อมูลสินค้า ราคา วิธีรับสินค้า และการจัดส่งให้เรียบร้อยก่อนเผยแพร่ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้คลิก "เผยแพร่" (Publish) เพื่อให้รายการสินค้าปรากฏบน Facebook Marketplace และเริ่มขายของใน Facebook Marketplace ได้
หลังจากเผยแพร่สินค้าแล้ว หากมีผู้ซื้อสนใจ คุณจะได้รับข้อความสอบถามผ่าน Facebook Messenger ซึ่งช่วยให้สามารถพูดคุยเรื่องรายละเอียดสินค้า ราคา วิธีจัดส่ง และนัดหมายส่งมอบสินค้าได้โดยตรง นอกจากนี้ Meta ยังมีฟีเจอร์ AI ที่ช่วยร่างข้อความตอบกลับ เพื่อให้ผู้ขายสามารถตอบคำถามจากลูกค้าได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
6. ทดลองใช้ Boosted Listings
หากต้องการเพิ่มการมองเห็นให้กับสินค้าที่ลงขายใน Facebook Marketplace คุณสามารถใช้ Boosted Listings เพื่อโปรโมตรายการสินค้า โดยเป็นการสร้างโฆษณาเพื่อให้สินค้าปรากฏต่อผู้คนมากขึ้นในตำแหน่งต่างๆ เช่น Facebook Feed ผลการค้นหาบน Facebook และ Marketplace
เริ่มต้นโดยเข้าไปที่ Facebook Marketplace แล้วเลือก "บัญชีของคุณ" (Your Account) > "รายการของคุณ" (Your Listings) จากนั้นเลือกสินค้าที่ต้องการโปรโมตและคลิก "โปรโมตรายการ" (Boost Listing)
จากนั้นกำหนดงบประมาณและระยะเวลาของแคมเปญ Facebook อาจแนะนำระยะเวลาที่เหมาะสมให้ แต่คุณสามารถกำหนดเองได้ โดยเลือก "Select custom budget & duration" จากนั้นใช้ปุ่ม + หรือ – เพื่อเพิ่มหรือลดจำนวนวัน หรือระบุวันที่สิ้นสุดในช่อง "End date"
สำหรับงบประมาณ คุณสามารถใช้แถบเลื่อนเพื่อกำหนดจำนวนเงิน หรือเลือก Edit เพื่อระบุงบประมาณที่ต้องการโดยตรง ทั้งนี้ ควรกำหนดงบประมาณให้เหมาะกับราคาสินค้าและเป้าหมายของแคมเปญ เพื่อให้การโปรโมตมีความคุ้มค่ามากที่สุด
หากต้องการโปรโมตสินค้าที่สามารถจัดส่งได้ทั่วประเทศ คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามต้องการ แต่หากเป็นการโปรโมตหน้าร้านหรือสินค้าที่เน้นลูกค้าในพื้นที่ (Local) ระบบอาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปภายในรัศมี 60 กิโลเมตร จากสถานที่ตั้ง ทั้งนี้ ตัวเลือกการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอาจแตกต่างกันตามบัญชีและการตั้งค่าโฆษณาที่ใช้งาน
เมื่อปรับรายละเอียดแคมเปญเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบวิธีการชำระเงิน ดูตัวอย่าง Boosted Listing และตรวจสอบสรุปค่าใช้จ่ายก่อนยืนยัน เมื่อทุกอย่างถูกต้องแล้ว ให้คลิก "โปรโมตทันที" (Promote Now) เพื่อเริ่มโปรโมตรายการสินค้า
หากตัวเลือก "List in additional places" แสดงรายชื่อกลุ่ม Facebook ที่เปิดใช้ฟีเจอร์ซื้อขาย คุณสามารถเลือกช่องทางเหล่านี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อที่สนใจ แม้ไม่จำเป็นต้องโพสต์สินค้าในทุกกลุ่ม แต่การนำเสนอสินค้าในชุมชนที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นได้
การใช้ Boosted Listings จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการขายของใน Facebook Marketplace ให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสินค้ามีการแข่งขันสูงหรือคุณต้องการเพิ่มการมองเห็นในช่วงเวลาที่กำหนด
วิธีขายของใน Facebook Shops
- สร้างเพจธุรกิจบน Facebook
- เพิ่มแอป Facebook & Instagram ใน Shopify
- เชื่อมต่อบัญชี Facebook และ Instagram
- ตั้งค่าการแชร์ข้อมูลและกรอกรายละเอียดธุรกิจ
- ยอมรับข้อกำหนดและส่งร้านค้าเพื่อตรวจสอบ
- ตั้งค่าร้านค้า
- ทดลองใช้โฆษณา Meta
การขายผ่าน Facebook Shops ช่วยให้เจ้าของธุรกิจควบคุมประสบการณ์ของลูกค้าได้มากกว่าการลงประกาศขายสินค้าบน Facebook Marketplace เพราะสามารถจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ สร้างคอลเลกชัน และนำเสนอโปรโมชันภายในหน้าร้านได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่การขายของใน Facebook Marketplace จะเน้นการนำสินค้าไปแสดงต่อผู้ซื้อที่กำลังค้นหาสินค้าบน Marketplace
หากคุณต้องการสร้างหน้าร้านออนไลน์บน Facebook อย่างจริงจัง Facebook Shops จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยสามารถทำตาม 7 ขั้นตอนต่อไปนี้
1. สร้างเพจธุรกิจบน Facebook

หากธุรกิจของคุณยังไม่มี Facebook Page ขั้นตอนแรกคือสร้างเพจสำหรับธุรกิจขึ้นมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องสมัครบัญชี Facebook ใหม่ เพราะเพจธุรกิจสามารถจัดการแยกจากโปรไฟล์ส่วนตัวได้ และข้อมูลส่วนตัวจะไม่แสดงต่อสาธารณะ เว้นแต่คุณจะเลือกแชร์โพสต์จากเพจไปยังโปรไฟล์ของตัวเอง
หากต้องการใช้ฟีเจอร์ร้านค้าหรือเชื่อมต่อกับ Facebook Marketplace สินค้าของคุณจะต้องเป็นไปตามนโยบายการค้าของ Facebook รวมถึงข้อกำหนดใน Facebook Seller Agreement
วิธีสร้างเพจธุรกิจ ให้เข้าสู่ระบบ Facebook แล้วไปที่ส่วน Pages จากเมนูด้านซ้ายของหน้าแรก จากนั้นเลือก "Create Page"

หลังจากสร้างเพจแล้ว ให้เพิ่มรูปโปรไฟล์ รูปภาพหน้าปก และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจ เช่น ชื่อร้าน คำอธิบายธุรกิจ ช่องทางติดต่อ และเว็บไซต์ การกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนจะช่วยให้เพจดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่กำลังพิจารณาซื้อสินค้า
2. เพิ่มแอป Facebook & Instagram ใน Shopify
หากใช้ Shopify คุณสามารถเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์กับ Facebook และ Instagram ผ่านแอป Facebook & Instagram ใน Shopify เพื่อซิงก์สินค้าและสินค้าคงคลังกับ Meta โดยช่วยให้สามารถจัดการแค็ตตาล็อกสินค้าและคำสั่งซื้อจาก Shopify admin ได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ Shopify ยังช่วยจัดการส่วนลดและโปรไฟล์การจัดส่ง ซึ่งเป็นชุดการตั้งค่าที่กำหนดวิธีคิดค่าจัดส่งสำหรับสินค้าและพื้นที่ต่างๆ
หากใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้ให้บริการรองรับการเชื่อมต่อกับ Facebook หรือไม่ หากไม่มีระบบเชื่อมต่อโดยตรง คุณอาจต้องสร้างหรืออัปโหลดแค็ตตาล็อกสินค้าด้วยตนเอง

สำหรับผู้ใช้ Shopify ให้ติดตั้งแอป Facebook & Instagram เพื่อเชื่อมต่อสินค้าคงคลังกับ Meta และเริ่มนำเสนอสินค้าบน Facebook และ Instagram เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จแล้ว คุณจะสามารถจัดการแค็ตตาล็อกสินค้าและข้อมูลการขายผ่าน Shopify admin ได้
3. เชื่อมต่อบัญชี Facebook และ Instagram
หลังจากติดตั้งแอปแล้ว ให้เชื่อมต่อบัญชี Facebook และ Instagram ที่ต้องการใช้สำหรับร้านค้า Shopify จะแนะนำขั้นตอนการตั้งค่าร้านค้าบน Facebook ให้ทีละขั้นตอน โดยเริ่มจากตรวจสอบแนวทางการเตรียมร้านค้า จากนั้นเลือก "ถัดไป" (Next)
ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องเชื่อมต่อบัญชี Facebook ส่วนตัวเพื่อจัดการเพจธุรกิจ หากยังไม่มี Facebook Page ระบบอาจเปิดให้สร้างเพจใหม่ระหว่างขั้นตอนการตั้งค่าได้

4. ตั้งค่าการแชร์ข้อมูลและกรอกรายละเอียดธุรกิจ

จากนั้นกำหนดระดับการแชร์ข้อมูลระหว่าง Shopify และ Meta โดยตัวเลือกนี้มีความสำคัญหากคุณวางแผนทำโฆษณา Facebook เพราะข้อมูลที่แชร์สามารถนำไปใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและช่วยกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับการโฆษณา
โดยทั่วไป Meta มีตัวเลือกการแชร์ข้อมูล 3 ระดับ ได้แก่ Standard, Enhanced และ Maximum และคุณสามารถเลือกไม่แชร์ข้อมูลลูกค้ากับ Facebook ได้ ทั้งนี้ ตัวเลือกที่สามารถใช้งานได้อาจขึ้นอยู่กับการตั้งค่าร้านค้าและแพลตฟอร์มที่ใช้
เมื่อเลือกระดับการแชร์ข้อมูลแล้ว Shopify จะติดตั้ง Meta Pixel ในร้านค้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับรวบรวมข้อมูลกิจกรรมบนเว็บไซต์ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และวัดผลการทำการตลาด รวมถึงการสร้างกลุ่มเป้าหมายสำหรับโฆษณา
5. ยอมรับข้อกำหนดและส่งร้านค้าเพื่อตรวจสอบ
ขั้นตอนต่อไปคือกรอกข้อมูลที่จำเป็น เช่น ที่อยู่อีเมลและนโยบายการคืนสินค้า จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดของร้าน อ่านและยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข แล้วส่งร้านค้าให้ Meta ตรวจสอบ
ในระหว่างการตรวจสอบ Meta จะพิจารณาว่าร้านค้าและสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการค้าและนโยบายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ กระบวนการตรวจสอบอาจใช้เวลาหลายวันหรือแตกต่างกันไปตามกรณี
หมายเหตุ: หากคุณกำลังตั้งค่าร้านค้าตามข้อกำหนดด้านภาษีหรือการชำระเงิน ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก Meta และ Shopify โดยตรงก่อนเปิดรับคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหน้าที่ด้านภาษีที่อาจแตกต่างกันตามประเทศและรูปแบบการขาย
6. ตั้งค่าร้านค้า
เมื่อร้านค้าได้รับการอนุมัติแล้ว คุณสามารถจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ และการจัดส่งผ่าน Shopify admin ได้ โดยมีการตั้งค่าหลักๆ ที่ควรดำเนินการดังนี้
จัดการแค็ตตาล็อกสินค้า
เลือกสินค้าที่ต้องการนำมาแสดงในร้านค้า Facebook โดยไปที่หน้า Products แล้วตรวจสอบการตั้งค่าความพร้อมใช้งานสำหรับช่องทางการขาย Facebook
จากหน้า Products เลือก More filters > Availability > Unavailable on Facebook จากนั้นเลือกสินค้าที่ต้องการให้แสดง แล้วเลือก More actions > Add available channel(s) > Facebook > Make products available
เมื่อเปิดให้สินค้าพร้อมขายบน Facebook แล้ว การเปลี่ยนแปลงข้อมูลสินค้าใน Shopify จะซิงก์กับร้านค้าบน Facebook ตามการตั้งค่าการเชื่อมต่อที่ใช้งานอยู่ ช่วยลดขั้นตอนในการอัปเดตข้อมูลสินค้าแบบแมนนวล
สร้างคอลเลกชัน
จัดกลุ่มสินค้าเป็นคอลเลกชันเพื่อให้ลูกค้าเลือกดูสินค้าได้ง่ายขึ้น เช่น แบ่งตามประเภทสินค้า ฤดูกาล ราคา หรือธีมของร้าน การจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจนช่วยให้หน้าร้านดูเป็นระเบียบและทำให้ลูกค้าค้นหาสินค้าที่ต้องการได้สะดวกขึ้น
ปรับแต่งเลย์เอาต์ร้านค้า
คุณสามารถเลือกสินค้า คอลเลกชัน และโปรโมชันที่ต้องการแสดงบนหน้าร้าน Facebook ได้ โดยไปที่ Commerce Manager > Shops > Edit shop
จากนั้นปรับแต่งหน้าร้านด้วยตนเอง หรือเปิดใช้ "Optimize layout" เพื่อให้ระบบของ Meta ช่วยจัดวางเลย์เอาต์ตามแนวโน้มการตอบสนองของลูกค้า
7. ทดลองใช้โฆษณา Meta
เมื่อร้านค้าพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเพิ่มการมองเห็นสินค้า หากต้องการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น สามารถสร้างโฆษณาแบบ Shoppable ผ่าน Meta Ads Manager เพื่อโปรโมตสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ
นอกจากนี้ Meta Ad Library ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการหาไอเดียโฆษณา คุณสามารถค้นหาชื่อคู่แข่งหรือแบรนด์ในหมวดหมู่เดียวกันเพื่อดูรูปแบบโฆษณาที่กำลังใช้งาน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้กับกลยุทธ์ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การขายผ่าน Facebook ไม่จำเป็นต้องพึ่งโฆษณาแบบเสียเงินเพียงอย่างเดียว ธุรกิจขนาดเล็กควรสร้างตัวตนผ่านคอนเทนต์แบบ Organic ควบคู่กันไปด้วย เช่น การทำ Reels การร่วมงานกับ Influencer หรือการทำ Affiliate Marketing เพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
หากเปรียบเทียบกันแล้ว การขายของใน Facebook Marketplace เหมาะกับผู้ขายที่ต้องการนำสินค้าไปพบกับผู้ซื้อโดยตรงและเริ่มต้นได้ง่าย ส่วน Facebook Shops เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างหน้าร้านออนไลน์ จัดหมวดหมู่สินค้า และสร้างประสบการณ์การซื้อที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งสองช่องทางจึงสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อขยายโอกาสในการขายบน Facebook ได้
วิธีขายของผ่านกลุ่มซื้อขายใน Facebook
- เข้าร่วมกลุ่มซื้อขายที่ตรงกับสินค้า
- สร้างรายการสินค้าที่ต้องการขาย
- เลือกช่องทางและเผยแพร่รายการสินค้า
กลุ่มซื้อขายบน Facebook เป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้สมาชิกสามารถโพสต์สินค้าเพื่อขาย ทำเครื่องหมายสินค้าว่าขายแล้ว และค้นหาสินค้าที่ต้องการซื้อได้ โดยผู้ดูแลกลุ่มสามารถเปิดใช้ฟีเจอร์ซื้อขายให้สมาชิกใช้งานได้
กลุ่มลักษณะนี้มักเป็นชุมชนเฉพาะพื้นที่หรือกลุ่มที่รวมผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกัน จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถนำรายการเดียวกันไปเผยแพร่บน Facebook Marketplace ได้ ทำให้การขายของใน Facebook Marketplace และการขายผ่านกลุ่มซื้อขายสามารถทำควบคู่กันเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า
ต่อไปนี้คือขั้นตอนการเริ่มต้นขายสินค้าผ่านกลุ่มซื้อขายบน Facebook
1. เข้าร่วมกลุ่มซื้อขาย
เริ่มจากค้นหากลุ่มที่เปิดใช้ฟีเจอร์ซื้อขายและมีสมาชิกที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้า โดยเข้าไปที่ Facebook > Groups แล้วใช้ฟังก์ชัน Discover หรือ "Search groups" เพื่อค้นหากลุ่มที่เกี่ยวข้อง
ควรเลือกกลุ่มที่มีเนื้อหาและสมาชิกสอดคล้องกับสินค้าที่ต้องการขาย เช่น หากขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง อาจเลือกกลุ่มซื้อขายของมือสองในพื้นที่ หรือกลุ่มซื้อขายเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าเข้าถึงผู้ที่สนใจจริง
กลุ่มบางแห่งเป็นกลุ่มส่วนตัว ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมจะต้องส่งคำขอและรอผู้ดูแลหรือสมาชิกอนุมัติก่อน ขณะที่กลุ่มสาธารณะอาจสามารถเข้าร่วมและดูเนื้อหาได้ทันที ทั้งนี้ ควรอ่านกฎของแต่ละกลุ่มก่อนลงขายสินค้า เพราะบางกลุ่มอาจกำหนดรูปแบบโพสต์ วันเวลา หรือประเภทสินค้าที่อนุญาตให้ขาย
การซื้อขายในกลุ่มส่วนใหญ่มักเป็นการพูดคุยและตกลงรายละเอียดกันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ทั้งเรื่องราคา วิธีชำระเงิน และการรับสินค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ขายสามารถเสนอการจัดส่งสินค้าได้หากทั้งสองฝ่ายตกลงกัน
2. สร้างรายการสินค้าที่จะขาย
เมื่อเข้าร่วมกลุ่มที่ต้องการแล้ว ให้เลือกตัวเลือก "ขายสินค้า" จากนั้นเลือก "สินค้าเพื่อขาย" (Item for Sale) เพื่อสร้างรายการสินค้า
กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น รูปภาพสินค้า ชื่อสินค้า ราคา สภาพสินค้า และคำอธิบาย โดยควรใช้รูปภาพที่ชัดเจนและเขียนรายละเอียดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อเข้าใจสินค้าและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
หากเป็นสินค้ามือสอง ควรระบุสภาพการใช้งาน ตำหนิ หรือข้อบกพร่องที่สำคัญให้ชัดเจน การให้ข้อมูลครบตั้งแต่ต้นช่วยลดคำถามซ้ำและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ขาย
3. เผยแพร่รายการสินค้า
ก่อนเผยแพร่ คุณสามารถเลือกกลุ่มซื้อขายอื่นๆ ที่ต้องการลงรายการเดียวกันได้ หากสินค้านั้นเหมาะกับสมาชิกของแต่ละกลุ่ม การโพสต์ในหลายกลุ่มที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายสามารถช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น
นอกจากนี้ หากบัญชีของคุณมีตัวเลือกดังกล่าว คุณสามารถเลือกช่อง "Marketplace" เพื่อเผยแพร่รายการสินค้าไปยัง Facebook Marketplace พร้อมกันได้ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ขายสามารถเข้าถึงทั้งสมาชิกในกลุ่มและผู้ที่กำลังค้นหาสินค้าบน Marketplace โดยไม่ต้องสร้างรายการสินค้าใหม่แยกกัน
เมื่อเลือกสถานที่ที่ต้องการเผยแพร่รายการเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบรายละเอียด ราคา และรูปภาพอีกครั้ง จากนั้นคลิก "โพสต์" (Post) เพื่อเผยแพร่สินค้า
สำหรับผู้ที่ต้องการขายของใน Facebook Marketplace การใช้กลุ่มซื้อขายควบคู่กันเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้เข้าถึงทั้งผู้ซื้อที่กำลังค้นหาสินค้าบน Marketplace และกลุ่มลูกค้าที่รวมตัวกันอยู่ในชุมชนเฉพาะทาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขายของใน Facebook Marketplace
สามารถใช้วิธีชำระเงินแบบไหนได้บ้าง ขายของใน Facebook Marketplace?
วิธีชำระเงินจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่อยู่ และว่าใช้ระบบชำระเงินของ Facebook หรือไม่ สำหรับการขายแบบพบกันในพื้นที่ (Local) บน Facebook Marketplace ผู้ขายส่วนใหญ่มักใช้เงินสด หรือแอปชำระเงิน เช่น PromptPay, TrueMoney Wallet หรือ PayPal ส่วนถ้าขายผ่าน Facebook Shops ที่ตั้งค่าด้วย Shopify ลูกค้าจะไปชำระเงินที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยจ่ายผ่านวิธีชำระเงินที่ร้านค้าตั้งค่าไว้
ขายของใน Facebook ต้องเสียเงินหรือไม่?
การขายสินค้าใน Facebook สามารถทำได้ฟรี ไม่ว่าจะขายผ่าน Marketplace, Facebook Shops หรือกลุ่มซื้อขาย หากขายใน Marketplace โดยใช้ Facebook Checkout จะมีค่าธรรมเนียมธุรกรรม 10% แต่หากเป็นการรับสินค้าและชำระเงินในพื้นที่ จะไม่มีค่าธรรมเนียมให้ Meta สำหรับการขายผ่าน Facebook Shops ที่ตั้งค่าด้วย Shopify ลูกค้าจะชำระเงินที่เว็บไซต์ ดังนั้นจะไม่มีค่าธรรมเนียมให้ Meta
ขายของใน Facebook Marketplace มีค่าธรรมเนียมในการขายของเท่าไหร่?
ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงรายการสินค้าขายบน Facebook จำนวนเงินที่ต้องจ่ายหลังจากสินค้าขายได้จะแตกต่างกันตามประเภทของรายการ หากขายผ่าน Facebook Shop ที่ตั้งค่าด้วย Shopify จะไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติมให้ Facebook แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินของ Shopify หากขายใน Facebook Marketplace หรือกลุ่มซื้อขายแบบรับสินค้าและชำระเงินในพื้นที่ จะไม่มีค่าธรรมเนียม หากขายใน Marketplace และใช้ Facebook Checkout จะมีค่าธรรมเนียม 10% ให้ Meta
จะรับเงินจากการขายสินค้าบน Facebook ได้ยังไง?
หากขายใน Facebook Marketplace หรือกลุ่มซื้อขาย จะได้รับเงินผ่าน Facebook Checkout หรือตกลงชำระเงินกับผู้ซื้อโดยตรง หากขายผ่าน Facebook Shops จะได้รับเงินผ่าน Payment Gateway ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เนื่องจากลูกค้าจะชำระเงินที่เว็บไซต์
เงื่อนไขในการขายของใน Facebook Marketplace มีอะไรบ้าง?
ต้องมีบัญชี Facebook ที่ใช้งานอยู่ในสถานะดี อายุอย่างน้อย 18 ปี และปฏิบัติตามนโยบายการค้าของ Facebook (Commerce Policies) หากตั้งร้านค้า Facebook สำหรับธุรกิจ อาจต้องมีเพจธุรกิจ Facebook และในบางกรณีอาจต้องยืนยันตัวตน

