ผลสำรวจที่ Forrester จัดทำในปี 2024 พบว่า 73% ของผู้ซื้อ B2B คาดหวังประสบการณ์ออนไลน์ที่ไม่ต่างจากการช้อปปิ้งทั่วไป และตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี ธุรกิจ B2B (Business-to-Business) จำนวนมากจึงหันมาดำเนินงานบนช่องทางออนไลน์มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การขยายและปรับปรุงระบบอีคอมเมิร์ซของ B2B โดยเฉพาะระบบที่พัฒนาขึ้นเองหรือระบบเดิมที่ใช้มานาน มักต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลาพัฒนานาน และต้องการทีมไอทีเฉพาะทาง
เพื่อรับมือกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ธุรกิจ B2B จึงหันมาใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ SaaS ที่รวมการดำเนินงานออนไลน์ไว้ในที่เดียว บริหารจัดการได้ง่าย และรองรับการขยายตัวในระดับโลก
โดยวิธีที่ดีที่สุดในการยกระดับประสบการณ์การซื้อ B2B โดยไม่ต้องแบกต้นทุนสูง คือการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ที่ให้บริการในด้านซอฟต์แวร์ผ่านคลาวด์ (software-as-a-service หรือ SaaS) ที่เหมาะสม คู่มือนี้จะพาไปสำรวจว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอะไรให้บ้าง วิธีประเมินเปรียบเทียบ และสาเหตุที่แบรนด์ชั้นนำเลือกใช้ SaaS อย่าง Shopify เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B แบบ SaaS คืออะไร
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B แบบ SaaS คือซอฟต์แวร์สำหรับการค้าที่โฮสต์และบริหารจัดการบนคลาวด์โดยผู้ให้บริการ และเปิดให้ธุรกิจใช้งานในรูปแบบการสมัครสมาชิก
โดยจุดเด่นหลักของ SaaS สำหรับ B2B คือความสามารถในการผสมผสานฟีเจอร์เฉพาะสำหรับการขายส่งเข้ากับความคล่องตัวของแพลตฟอร์มที่มีทีมดูแลให้ สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้ซื้อ B2B ในปัจจุบันที่ต้องการประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นและบริการตนเองได้ ไม่ต่างจากการช้อปปิ้งทั่วไป
แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์อย่าง Shopify จึงจะช่วยให้ดำเนินทั้งธุรกิจ B2B และขายตรงสู่ผู้บริโภค (direct-to-consumer หรือ DTC) ได้จากระบบหลังบ้านเดียวกัน ซึ่งความเสถียรของระบบในช่วงที่มีผู้เข้าใช้งานสูง ก็จะช่วยให้ทีมงานมีเวลาโฟกัสกับการเติบโตแทนที่จะต้องมานั่งดูแลระบบอีกด้วย
ความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้ SaaS กลายเป็นโมเดลที่องค์กรยุคใหม่นิยมใช้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับระบบที่ดำเนินการในพื้นที่จริง (on-premise) หรือโอเพนซอร์ส
Chiel Versteeg ผู้รับผิดชอบด้านแพลตฟอร์มของ Tony's Chocolonely กล่าวว่า "เราเคยเจอช่วงพีคที่มีคนเช็กเอาต์พร้อมกันหลายร้อยคน แต่ก่อนเว็บล่มทุกที แต่ตอนนี้ระบบทำงานได้ราบรื่นตลอด ทำให้เราโฟกัสกับการทำแคมเปญใหญ่ ๆ ได้มากขึ้น"
SaaS vs. On-premise vs. โอเพนซอร์ส
ความแตกต่างหลักระหว่าง SaaS, on-premise และโอเพนซอร์สอยู่ที่การแลกเปลี่ยนระหว่างความสะดวกและระดับการควบคุมที่มี
แพลตฟอร์ม SaaS มอบความสะดวกสูงสุด เพราะผู้ให้บริการดูแลทั้งการโฮสต์ อัปเดต และความปลอดภัย ส่วน on-premise และโอเพนซอร์สให้อิสระในการควบคุมซอฟต์แวร์และโค้ดอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องรับผิดชอบการจัดการด้านเทคนิคทั้งหมดด้วยตัวเอง
|
SaaS |
On-premise |
โอเพนซอร์ส |
|
|---|---|---|---|
|
ลักษณะ |
แอปที่โฮสต์โดยผู้ให้บริการ ใช้งานแบบสมัครสมาชิก |
ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง |
ซอร์สโค้ดที่แก้ไขและโฮสต์เองได้ |
|
ใครดูแล |
ผู้ให้บริการดูแลการโฮสต์ อัปเดต และความปลอดภัย |
ทีม IT ดูแลทุกอย่างเอง |
ดูแลเองหรือให้พาร์ตเนอร์ช่วย |
|
ความเร็วในการเปิดตัว |
เร็วที่สุด เพราะฟีเจอร์พร้อมใช้งานทันที |
ช้าที่สุด ต้องสร้างระบบทั้งหมดตั้งแต่ต้น |
ขึ้นอยู่กับการปรับแต่ง ซึ่งใช้เวลามาก |
|
การปรับแต่ง |
ปรับแต่งผ่านแอป แต่โค้ดหลักถูกล็อก |
ควบคุม full stack ได้ ปรับแต่งเชิงลึกได้ |
ควบคุมและปรับแต่งระดับโค้ดได้อย่างเต็มที่ |
|
ความปลอดภัยและ PCI |
ผู้ให้บริการดูแลความปลอดภัยและ PCI เป็นหลัก |
รับผิดชอบความปลอดภัยและ PCI ทั้งหมดเอง |
ต้องอัปเดต patch และจัดการ PCI เอง |
|
ฟีเจอร์ B2B |
มีฟีเจอร์ B2B พร้อมใช้งานทันที |
ต้องพัฒนาฟีเจอร์ B2B เพิ่มเติมเอง |
มีฟีเจอร์ B2B ครบครัน แต่ต้องดูแลเอง |
|
ตัวอย่าง |
Shopify, BigCommerce, Salesforce |
Self-hosted Adobe Commerce |
Magento Open Source, OroCommerce |
💡 รู้หรือไม่? การสร้างระบบแบบ Headless ด้วย Hydrogen ช่วยให้เชื่อมต่อกับระบบสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจ B2B ได้อย่างราบรื่นและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบซอฟต์แวร์วางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (enterprise resource planning หรือ ERP), ระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM) รวมถึงการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Product Information Management หรือ PIM)
บริหารจัดการธุรกิจ B2B ทั้งหมดจาก Shopify
สำหรับองค์กรส่วนใหญ่ ความคล่องตัวและการบำรุงรักษาที่น้อยกว่าของ SaaS มีน้ำหนักมากกว่าข้อได้เปรียบด้านการควบคุมของระบบเดิมหรือ โอเพนซอร์ส โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อดีเหล่านี้จึงทำให้องค์กรจำนวนมากหันมาเปรียบเทียบผู้ให้บริการ SaaS ชั้นนำเพื่อหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างต้นทุน ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพ
เปรียบเทียบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B แบบ SaaS ชั้นนำ
การเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B แบบ SaaS ที่เหมาะสมต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าผู้ให้บริการชั้นนำแต่ละรายแตกต่างกันอย่างไรในด้านต้นทุน การขยายตัว และการสนับสนุนระบบนิเวศ โดยต่อไปนี้คือการเปรียบเทียบ Shopify กับแพลตฟอร์มหลักอื่น ๆ เพื่อให้เห็นว่าแต่ละรายโดดเด่นในด้านใด และ Shopify ช่วยให้แบรนด์ B2B ยุคใหม่เติบโตได้ง่ายขึ้นอย่างไร
Shopify vs. Salesforce
สำหรับแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ คุณค่าระยะยาว และความเรียบง่ายในการดำเนินงาน Shopify เป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดกว่า Salesforce เนื่องจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า Shopify มอบข้อได้เปรียบที่ชัดเจนด้วยแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ที่สร้างคอนเวิร์สชันได้ดีกว่า และมีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership หรือ TCO) ที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- อัตราคอนเวิร์สชันที่พิสูจน์แล้ว งานวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษาอิสระเผยว่า Shopify จ่ายเงิน สร้างคอนเวิร์สชันได้ดีกว่า Salesforce Commerce Cloud ถึง 36%
- ประหยัดต้นทุนระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 5 ปี TCO ของ Shopify ต่ำกว่าโดยเฉลี่ย 35% เมื่อรวมค่าลิขสิทธิ์ ค่าพัฒนา และค่าบำรุงรักษา
- เปิดตัวได้รวดเร็ว แบรนด์ที่ย้ายจาก Salesforce มักเปิดตัวบน Shopify ได้ภายใน 6 เดือน อย่าง Mustang Survival ก็ย้ายระบบแล้วเสร็จภายใน 92 วัน พร้อมทั้งมีอัตราคอนเวิร์สชันเพิ่มขึ้นถึง 172%
Joshua Horoshok รองประธานฝ่าย Recreation ของ Mustang Survival กล่าวว่า "การขายตรงถึงผู้บริโภคเป็นช่องทางการเติบโตหลักของเรา การย้ายมา Shopify ช่วยให้เราวางรากฐานที่ถูกต้องเพื่อมุ่งเน้นไปกับการเติบโต ทั้งการขยายสู่ตลาดต่างประเทศใหม่ ๆ การขายปลีก และร้านป็อปอัพ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพ tech stack ด้วยนักพัฒนาในระบบนิเวศ Shopify"
แพลตฟอร์มของ Shopify ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นเพื่อรวมระบบจุดขายหน้าร้าน (Point-of-Sale หรือ POS) และอีคอมเมิร์ซไว้ด้วยกัน ทำให้มีแหล่งข้อมูลเดียวที่เชื่อถือได้ ในทางตรงข้ามแพลตฟอร์มของ Salesforce เป็นการรวมโซลูชันที่ซื้อกิจการมา ซึ่งอาจนำไปสู่ระบบที่ซับซ้อน
📚 อ่านเพิ่มเติมในคู่มือเปรียบเทียบ Shopify vs. Salesforce Commerce Cloud
Shopify vs. Adobe Commerce
หากให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่เหนือกว่า และต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่า Shopify มีข้อได้เปรียบเหนือ Adobe Commerce อย่างชัดเจน เนื่องจากแพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาเพื่อให้เปิดตัวได้เร็วและสร้างคอนเวิร์สชันได้ดีกว่า โดยไม่ต้องรับแบกต้นทุนสูงแบบ Adobe
- เปิดตัวได้เร็วกว่า แบรนด์ต่าง ๆ เปิดตัวบน Shopify ได้เร็วกว่าถึง 40% ด้วยระบบการจัดการที่ใช้งานง่ายและ ตัวเชื่อมสำเร็จรูปสำหรับ ERP
- TCO ที่ต่ำกว่า งานวิจัยอิสระชี้ว่า TCO 5 ปีของ Shopify ดีกว่า Adobe ถึง 29% โดยโปรเจกต์ Adobe มักมีต้นทุนการติดตั้งสูงกว่า 42% ค่าแพลตฟอร์มสูงกว่า 42% รวมถึงค่าดำเนินงานสูงกว่า 24%
- ประสิทธิภาพและความเสถียรที่เหนือกว่า ร้านค้าบน Shopify โหลดเร็วกว่า 2 เท่า และมีอัตราการคอนเวิร์ตสูงกว่าเว็บ Adobe โดยเฉลี่ย 5% ซึ่งยังถูกรองรับด้วยเวลาที่ใช้งานเว็บไซต์ได้ถึง 99.9% และการตอบสนอง API ที่รวดเร็วด้วย
Shopify รวม B2B, อีคอมเมิร์ซ และ POS ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ในขณะที่ Adobe Commerce มักต้องพึ่งพาการบูรณาการกับบุคคลที่สามที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนเพื่อให้ได้ฟังก์ชันที่ใกล้เคียงกัน
📚 อ่านเพิ่มเติมในคู่มือเปรียบเทียบ Shopify vs. Adobe Commerce
Shopify vs. BigCommerce
เมื่อเปรียบเทียบ Shopify กับ BigCommerce สำหรับ B2B อีคอมเมิร์ซแบบ SaaS แล้ว ความแตกต่างจะอยู่ที่การเจาะลึกของระบบนิเวศและผลลัพธ์จากคอนเวิร์สชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โดย Shopify จะมอบแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งและขยายตัวได้มากกว่า พร้อมคุณค่าระยะยาวและประสิทธิภาพที่สูงกว่า
- คุ้มค่ากว่า โดยเฉลี่ย TCO 5 ปีของ Shopify ต่ำกว่า BigCommerce ถึง 31% โดย BigCommerce มักมีต้นทุนการติดตั้งสูงกว่า 88% ค่าแพลตฟอร์มสูงกว่า 32% รวมถึงค่าสนับสนุนสูงกว่าอีก 21%
- อัตราการคอนเวิร์ตที่สูงกว่า Shopify จ่ายเงิน สร้างคอนเวิร์สชันได้ดีกว่าโดยเฉลี่ย 12% หลังจากที่แบรนด์ฟิตเนส Crossrope ย้ายจาก BigCommerce มา อัตราคอนเวิร์สชันก็เพิ่มขึ้น 24% รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 90%
- ระบบนิเวศพาร์ตเนอร์ที่ลึกซึ้งกว่า ด้วยแอปกว่า 16,000 แอป เมื่อเทียบกับ BigCommerce ที่มีประมาณ 1,200 แอป ระบบนิเวศของ Shopify มีตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งมากกว่ามาก ลดความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์จากบุคคลที่สามที่อาจกระจัดกระจาย
Srdjan Popovic CMO ของ Crossrope กล่าวว่า "เราไม่มั่นใจว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเดิมจะรองรับการเติบโตของเราได้ แม้การย้ายระบบในช่วงที่ยอดขายพุ่งสูงจะเสี่ยง แต่มันคุ้มค่า และตอนนี้เราพร้อมสำหรับการเติบโตในระดับนานาชาติอย่างเต็มที่"
โดยรวมแล้ว Shopify ทำงานจากแหล่งข้อมูลเดียวสำหรับทุกช่องทาง ในขณะที่การพึ่งพาแอปภายนอกของ BigCommerce สำหรับฟังก์ชันหลักอาจทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกันทั่วทั้งธุรกิจ
📚 อ่านเพิ่มเติมในคู่มือเปรียบเทียบ Shopify vs. BigCommerce
แม้แต่ละแพลตฟอร์มจะตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโซลูชัน SaaS อย่าง Shopify รวมความสามารถในการขยายตัว ความเร็ว และความเรียบง่ายเข้าด้วยกันเพื่อรองรับการดำเนินงานองค์กรที่ซับซ้อน แล้วฟีเจอร์สำคัญอะไรที่ทำให้ข้อได้เปรียบเหล่านี้เป็นไปได้?
ฟีเจอร์สำคัญของแพลตฟอร์ม SaaS B2B ยุคใหม่
เมื่อธุรกิจ B2B ตัดสินใจย้ายมาใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ SaaS การเลือกให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นเรื่องสำคัญมาก มิฉะนั้นอาจต้องย้ายระบบอีกครั้งภายในปีเดียว ซึ่งเสียทั้งเวลาและทรัพยากรที่ควรนำไปใช้กับการสร้างความคิดสร้างสรรค์และการเติบโต
แพลตฟอร์ม B2B ในปัจจุบันจึงจะต้องมอบประสบการณ์ระดับผู้บริโภคพร้อมจัดการ ตรรกะทางธุรกิจที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง โซลูชัน SaaS ที่เหมาะสมจึงสมควรจะสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและงบประมาณ รวมถึงรองรับการดำเนินงาน B2B ได้อย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่ DTC โดยต่อไปนี้คือฟีเจอร์สำคัญที่ควรมองหา
ฟังก์ชัน B2B ที่ครบครัน
การซื้อแบบ B2B ต้องการฟีเจอร์ที่แตกต่างจาก DTC ก่อนตัดสินใจจึงควรสอบถามผู้ให้บริการว่าแพลตฟอร์มรองรับการสั่งซื้อจำนวนมากหรือไม่ พร้อมฟีเจอร์อย่าง quick-order workflow ราคาเฉพาะลูกค้า ส่วนลดแบบขั้นบันได ราคาตามปริมาณการใช้งาน การขอใบเสนอราคา รวมถึงการสั่งซื้อซ้ำ
ตัวอย่างเช่น The Somewhere Co. ร้านค้าปลีกของออสเตรเลียที่จำหน่ายของตกแต่งบ้านสีสันสดใสที่ย้ายจากแพลตฟอร์มเดิมมาใช้ Shopify สำหรับธุรกิจ B2B ส่งผลให้เวลาเฉลี่ยในการสั่งซื้อจำนวนมากลดลงถึง 33%
การจัดการระบบหลังบ้านที่ง่ายขึ้นช่วยให้อัปเดตและแก้ไขรายการสินค้า B2B ได้เร็วขึ้น 91% ทำให้ประสบการณ์การซื้อ B2B โดยรวมแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับลูกค้าขายส่ง ส่งผลให้มูลค่าคำสั่งซื้อ B2B เฉลี่ยเติบโต 13% เมื่อเทียบปีต่อปี (Year-on-Year หรือ YoY)
โดยความสามารถหลักเหล่านี้จะวางรากฐานสำหรับฟีเจอร์ขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ซื้อได้
สร้างหน้าร้าน B2B บนแพลตฟอร์มเดียวกับที่ขับเคลื่อนเว็บไซต์ DTC
CPQ และการกำหนดค่าสินค้าแบบเห็นภาพ
เครื่องมือการกำหนดค่า ตั้งราคา เสนอราคา (configure, price, quote หรือ CPQ) ที่ผสานไปกับการกำหนดค่าสินค้าแบบเห็นภาพเป็นฟีเจอร์ B2B ชั้นนำที่ช่วยทำให้กระบวนการขายสินค้าที่ซับซ้อนเป็นอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ซื้อออกแบบสินค้า รับตัวเลือกราคาที่ตกลงกันไว้ และสร้างใบเสนอราคาได้ทันที
ตัวอย่างเช่น Future Glass เปลี่ยนกระบวนการออกใบเสนอราคาแบบแมนนวลที่เกิดข้อผิดพลาดบ่อยครั้ง มาเป็นเครื่องมือสร้างแบบเฉพาะตัวบน Shopify โดยเครื่องมือนี้ให้ลูกค้าออกแบบระบบราวกั้นด้วยตัวเองแบบเห็นภาพ ส่งผลให้ยอดขาย B2B เติบโตได้ถึง 340% และเวลาในการออกใบเสนอราคาลดลงกว่า 80%
เมื่อกระบวนการกำหนดค่าและราคาคล่องตัวขึ้นแล้ว การปรับแต่งเฉพาะตัวคือสิ่งที่จะช่วยเพิ่มอัตราคอนเวิร์สชันและความภักดีของลูกค้าในขั้นต่อไป
ประสบการณ์ผู้ซื้อแบบปรับแต่งเฉพาะตัว
เพื่อให้ทันกับความคาดหวังของผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แพลตฟอร์มควรให้สร้างและแนะนำประสบการณ์ผู้ซื้อแบบปรับแต่งเฉพาะตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสินค้า โปรโมชันที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือเนื้อหาร้านค้าที่ปรับแต่งเฉพาะ
ทั้งนี้การปรับแต่งเฉพาะตัวยังครอบคลุมทุกช่องทาง โดยหากธุรกิจต้องรองรับทั้ง B2B และ DTC แล้ว แพลตฟอร์มยุคใหม่ก็จะช่วยรวมการดำเนินงานไว้ในระบบหลังบ้านเดียว ทำให้แบรนด์ ข้อมูลลูกค้า และการจัดการคำสั่งซื้อสอดคล้องกัน ซึ่งควรบริหารจัดการกลุ่มลูกค้า ช่องทางการขาย และภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งหมดได้จากแพลตฟอร์มเดียว
การบูรณาการคือสิ่งที่ทำให้ประสบการณ์แบบรวมศูนย์นี้เป็นไปได้ ผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลหน้าร้านและระบบต่าง ๆ ถึงกันแบบเรียลไทม์
ความสามารถในการบูรณาการ และสถาปัตยกรรม API
การลดความซับซ้อนของชุดเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาระบบ (tech stack) จะช่วยแบ่งเบาภาระของทีมพัฒนาและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการหยุดทำงานของระบบลง
โดยแพลตฟอร์มอย่าง Shopify เชื่อมต่อกับระบบธุรกิจสำคัญอย่าง ERP, CRM, PIM และแพลตฟอร์มการทำให้การตลาดเป็นอัตโนมัติโดยเฉพาะ โดยมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำและช่วยให้กระบวนการทำงานราบรื่นขึ้น ซึ่งสำหรับการปรับแต่งขั้นสูง Shopify ยังมี API ที่ยืดหยุ่นหลากหลายให้นักพัฒนาใช้สร้างโซลูชันอีคอมเมิร์ซที่ไม่เหมือนใครด้วย
เครื่องมือบริการตนเองจะช่วยขยายประสิทธิภาพนี้ไปถึงผู้ซื้อ ทำให้แพลตฟอร์มใช้งานง่ายขึ้นในทุกจุดที่เชื่อมต่อกับลูกค้า
พอร์ทัลลูกค้าแบบบริการตนเอง
การเปิดให้สั่งซื้อแบบบริการตนเองตอบโจทย์ผู้ซื้อยุคนี้และช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนให้ธุรกิจได้มาก โดยแพลตฟอร์มควรรองรับพอร์ทัลลูกค้าที่ให้ผู้ซื้อจัดการบัญชี สั่งซื้อ ติดตามการจัดส่ง ดูประวัติคำสั่งซื้อ และเข้าถึงใบแจ้งหนี้ได้ด้วยตัวเอง
และเนื่องจากผู้ซื้อ B2B ในปัจจุบันช้อปปิ้งผ่านหลากหลายอุปกรณ์ การรองรับหน้าเว็บไซต์บนโทรศัพท์จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ให้ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์แบบบริการตนเองด้วย B2B บน Shopify
การทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์พกพา (Mobile Commerce)
กลุ่ม Gen Y ครองสัดส่วนผู้ซื้อ B2B ในตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ และคุ้นเคยกับการสั่งซื้อผ่านอุปกรณ์หลากหลายทั้งโทรศัพท์และแท็บเล็ต แพลตฟอร์มจึงควรมีเป้าหมายในการดีไซน์ที่สามารถตอบโต้ได้อย่างเต็มรูปแบบและอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่ายบนอุปกรณ์พกพาเพื่อประสบการณ์การซื้อที่สม่ำเสมอและเหมาะสมในทุกอุปกรณ์
โดยสำหรับแบรนด์ที่ทำงานกับผู้ขายหลายราย ฟังก์ชันมาร์เก็ตเพลสจะช่วยขยายการเข้าถึงและเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกขั้น
ฟังก์ชันมาร์เก็ตเพลสและ Multi-vendor
แพลตฟอร์มควรให้สร้างประสบการณ์มาร์เก็ตเพลสที่รองรับผู้ขายหลายรายพร้อมกันได้ (multi-vendor) โดยสำหรับประสบการณ์แบบเฉพาะตัวอย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจใช้งานชุดใช้ Shopify's Marketplace Kit เพื่อสร้างมาร์เก็ตเพลสที่รองรับผู้ขายหลายรายพร้อมกัน โดยบน API ของ Shopify toolkit อย่างนี้ดูแลโดยวิศวกร Shopify และให้สร้างหน้าร้านแบบเฉพาะตัวได้ พร้อม Shop Pay, การรับผู้ขายเข้าร่วมเครือข่าย รวมถึงการไหลเวียนของผู้ขายและออเดอร์เฉพาะได้ดี
นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งแอปมาร์เก็ตเพลสอย่าง Multi Vendor Marketplace by Webkul เพื่อเพิ่มฟีเจอร์อย่างแดชบอร์ดผู้ขาย การอนุมัติสินค้า กฎค่าคอมมิชชัน รวมถึงการจัดการผู้ขายได้ โดยหากต้องการซิงค์สินค้าไปยังมาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon หรือ Walmart ด้วย Shopify Marketplace Connect app ได้เลย
ซึ่งความสามารถเหล่านี้เมื่อรวมกันจะช่วยให้แบรนด์ B2B ตอบสนองต่อความต้องการที่ซับซ้อนของผู้ซื้อได้จากแพลตฟอร์ม SaaS เดียว ที่ยังจะสามารถขยายตัวไปตามขนาดธุรกิจได้ด้วย
การวิเคราะห์ข้อมูลและการรายงาน
การใช้ข้อมูลแบบรวมศูนย์เพื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้ธุรกิจได้เปรียบในการแข่งขัน โดยแพลตฟอร์มควรมีแดชบอร์ดและเครื่องมือรายงานที่ครอบคลุมเพื่อติดตาม KPI สำคัญ วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ
สุดท้ายการทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินงานของแพลตฟอร์มจะสามารถช่วยประเมินได้ว่าจะรองรับการเติบโตระยะยาวได้หรือไม่
วิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์
ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ SaaS ในตลาดที่จะมุ่งเน้นไปที่ความต้องการของธุรกิจ B2B ขั้นตอนสำคัญในการเลือกผู้ให้บริการจึงจะต้องเป็นการสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับแผนการดำเนินการของผลิตภัณฑ์ (product roadmap) และความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจที่เหมาะสมในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ในปัจจุบันนี้ด้วย
วิธีประเมินแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ SaaS B2B
เมื่อกำหนดฟีเจอร์สำคัญที่ต้องการได้แล้ว ก็ถึงเวลาประเมินผู้ให้บริการ SaaS อีคอมเมิร์ซ โดยการเลือกแพลตฟอร์มไม่เพียงแต่จะต้องพิจารณาฟีเจอร์ที่มีเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาดูว่าฟีเจอร์เหล่านั้นสอดคล้องกับต้นทุน การติดตั้ง การขยายตัว และความปลอดภัยในระยะยาวอย่างไร
โดยต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรดูเมื่อเปรียบเทียบผู้ให้บริการ
การวิเคราะห์ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO)
เมื่อประเมินต้นทุนของแพลตฟอร์มใหม่ ให้เริ่มจากการทบทวนต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership หรือ TCO) ของโซลูชันปัจจุบันอย่างละเอียด รวมถึงต้นทุนโดยตรงอย่างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ นักพัฒนา และวิศวกร พร้อมทั้งต้นทุนค่าเสียโอกาสจากเวลาที่ใช้ไปกับการบำรุงรักษา แก้ไขบัก และพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ด้วย
จากนั้นจึงควรสอบถามผู้ให้บริการที่สนใจเกี่ยวกับรูปแบบราคา และใช้เวลาค้นหาต้นทุนแฝงที่อาจซ่อนอยู่ในทุก ๆ รายการ เช่น ค่าบูรณาการ, ผู้ให้บริการบุคคลที่สาม, การจัดเก็บข้อมูล และอื่น ๆ โดยการเปรียบเทียบ TCO แบบเต็มรูปแบบเคียงข้างกันจะให้ภาพที่แม่นยำและครอบคลุมมากขึ้นทั้งในด้านการลงทุนเริ่มต้นและต่อเนื่อง
ระยะเวลาในการติดตั้ง
การเปิดตัวเว็บไซต์ B2B ใหม่อาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่เดือนไปจนถึงมากกว่า 1 ปี ซึ่งตัวแพลตฟอร์มเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ หมายความว่าที่สุดแล้วความต้องการทางธุรกิจและระบบที่มีอยู่เดิมจะเป็นปัจจัยที่กำหนดความเร็วโดยรวมได้
ทั่วไปแล้วการติดตั้งมาตรฐานสำหรับระบบที่แยกส่วนหน้าร้านออกจากระบบหลังร้าน (headless build) มักอยู่ที่ 4 ถึง 16 สัปดาห์ ในขณะที่โปรเจกต์องค์กรที่ซับซ้อนกว่าโดยเฉพาะงานที่มีการบูรณาการจำนวนมาก อาจขยายออกไปถึง 6 ถึง 12 เดือนหรือมากกว่านั้น
ซึ่งปัจจัยที่จะส่งผลต่อระยะเวลาได้แก่
- การย้ายข้อมูล ความซับซ้อนของแค็ตตาล็อกสินค้า รายการราคาเฉพาะลูกค้า และบัญชีบริษัทส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลา
- ขอบเขตของการบูรณาการ ยิ่งเชื่อมต่อระบบมากเท่าไร (ERP, PIM, ซอฟต์แวร์ภาษี ฯลฯ) โปรเจกต์ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้น
- การออกแบบแพลตฟอร์ม เว็บไซต์แบบใช้งานธีมมาตรฐานจะสามารถเปิดตัวได้เร็วที่สุด ส่วนเว็บไซต์ที่ออกแบบมาแบบ headless หรือ composable อาจต้องใช้เวลาพัฒนามากขึ้นสำหรับกลยุทธ์ API ต่าง ๆ และการทดสอบ
💡 การสร้างเว็บไซต์ใหม่ไม่จำเป็นต้องช้าเสมอไป เพราะ Carrier ผู้ให้บริการเทคโนโลยี HVAC ระดับโลก เคยสร้างธุรกิจ B2B บนแพลตฟอร์มเฉพาะตัวก่อนย้ายมา Shopify
ก่อนหน้านี้การเปิดตัวประสบการณ์อีคอมเมิร์ซหลังย้ายระบบสำหรับตลาดและกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ ในขณะที่ในปัจจุบันฟีเจอร์และความสามารถใหม่สามารถเปิดตัวได้ภายในระยะเวลา 30 วัน พร้อมทั้งมีความยุ่งยากและต้นทุนโดยตรงที่น้อยลงมาก
มาตรฐานการขยายตัวและประสิทธิภาพ
ขั้นแรกให้ประเมินขนาดและความซับซ้อนของการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ ทั้งปริมาณธุรกรรม จำนวนลูกค้า และขนาดแค็ตตาล็อกสินค้า ทั้งนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการรองรับการดำเนินงานปัจจุบันและการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านการขยายตัวในอนาคต
ประเมินว่าระบบจัดการคำสั่งซื้อ สินค้าคงคลัง และความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างราบรื่นหรือไม่ โดยแพลตฟอร์มควรรองรับกระบวนการทำงานเฉพาะของธุรกิจได้โดยไม่ทำให้ซับซ้อนขึ้น และหากมีข้อกำหนดเฉพาะอุตสาหกรรม ก็ควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการพร้อมรองรับหรือไม่ และสอบถามว่ามีลูกค้าในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเปล่า
แพลตฟอร์ม SaaS B2B อีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify แก้ปัญหาการขยายตัวด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับแต่งและดูแลรักษาในระดับโลกที่พร้อมขยายตัวตามการเติบโตของธุรกิจ โดยธุรกิจต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากตัวเลือกบูรณาการที่ยืดหยุ่นและฟีเจอร์ที่ปรับแต่งได้เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะ โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนให้กับชุดเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ตรวจสอบให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มถูกสร้างมาอย่างตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่อ้างไว้ เนื่องจากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะโปร่งใสเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยและมีใบรับรองที่เป็นปัจจุบัน
ข้อกำหนดบางอย่างอย่าง Level 1 PCI DSS สำหรับการจัดการข้อมูลบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ต้องมีโดยไม่มีข้อยกเว้น Shopify ทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นด้วยการรักษามาตรฐานที่เข้มงวดทั่วทั้งแพลตฟอร์ม
โดยหลักแล้วควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรองรับ
- การควบคุมการเข้าถึงของผู้ใช้ รองรับ single sign-on (SSO), multi-factor authentication (MFA) และการกำหนดสิทธิ์ตามบทบาท เพื่อให้สมาชิกในทีมเห็นเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
- การเข้ารหัสข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดต้องถูกเข้ารหัสทั้งระหว่างการส่งและเมื่อจัดเก็บ
- การจัดการช่องโหว่ การทดสอบความปลอดภัยโดย third-party เป็นประจำพร้อมเผยแพร่ผลลัพธ์
- ความพร้อมใช้งานและเวลาที่เว็บไซต์สามารถใช้งานได้ มองหาหน้าสถานะสาธารณะที่มีประวัติเหตุการณ์และข้อตกลงระดับการให้บริการ (service level agreement หรือ SLA) ที่รับประกันช่วงเวลาที่ใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน
การประเมินต้นทุนและระยะเวลาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ เนื่องจากระบบที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มคือสิ่งที่จะกำหนดว่าการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซจะขยายตัวและรองรับอนาคตได้มากแค่ไหน
รูปแบบราคาของแพลตฟอร์ม SaaS B2B
โครงสร้างราคาเป็นองค์ประกอบสำคัญของ TCO โดยรูปแบบที่เหมาะสมจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายของแพลตฟอร์มสอดคล้องกับรูปแบบการเติบโตและปริมาณการขายของธุรกิจ ซึ่งผู้ให้บริการ SaaS ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบราคา 3 แบบ
1. Transaction-based pricing จ่ายตามที่ใช้จริง
ในรูปแบบนี้ต้นทุนผูกกับกิจกรรมการขายโดยตรง และแพลตฟอร์มจะเก็บค่าธรรมเนียมเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามต่อจำนวนคำสั่งซื้อหรือการชำระเงินแต่ละรายการ
ซึ่งรูปแบบนี้มีปัจจัยที่ควรคำนึงคือ
- บางแพลตฟอร์มจะเก็บค่าธรรมเนียมต่อคำสั่งซื้อแทนที่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายรวม
- บางแพลตฟอร์มอาจเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหากใช้ผู้ให้บริการชำระเงินภายนอกแทนโซลูชันในตัว
เหมาะสำหรับ ธุรกิจที่มีปริมาณการขายที่คาดการณ์ได้หรือต้องการให้ต้นทุนขยายตัวตามกิจกรรม โดยหากมาร์จิ้นกำไรไม่สูงมาก รูปแบบที่ไม่มีค่าธรรมเนียม ต่อการสั่งซื้อของแพลตฟอร์มมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
2. Revenue-based pricing แบ่งปันส่วนหนึ่งของยอดขาย
ในรูปแบบนี้ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากปริมาณสินค้าสุทธิ (gross merchandise volume หรือ GMV) ซึ่งความสำเร็จของแพลตฟอร์มจะผูกกับความสำเร็จของธุรกิจ ยิ่งธุรกิจเติบโตมากเท่าไร แพลตฟอร์มก็ได้รับรายได้มากขึ้นเท่านั้น
เหมาะสำหรับ แบรนด์ที่เติบโตเร็วและต้องการต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำ รูปแบบนี้ทำให้แรงจูงใจของแพลตฟอร์มสอดคล้องกับเป้าหมายรายได้ แต่ควรวางแผนงบประมาณสำหรับค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นในช่วงพีคหรือช่วงที่เติบโตเร็วให้ดี
3. User-based pricing จ่ายตามจำนวนสมาชิกในทีม
รูปแบบนับตามจำนวนสมาชิกนี้พบได้ทั่วไปในซอฟต์แวร์ B2B โดยต้นทุนขึ้นอยู่กับจำนวนแอดมินในทีมที่ต้องเข้าถึงระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์ม
โดยวิธีการคิดค่าบริการนี้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงหากมีทีม การทำงาน ฝ่ายขาย หรือทีมการตลาดขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม บางแพลตฟอร์มก็มีข้อได้เปรียบที่น่าสนใจ เช่น แผน Shopify Plus ที่อนุญาตให้มีผู้ใช้ในระดับจัดการ (admin user) ได้ไม่จำกัด ทำให้ขยายทีมได้โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม
เหมาะสำหรับ บริษัทที่คุณค่าหลักของแพลตฟอร์มกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสมาชิกภายในขนาดเล็ก ไม่เหมาะสำหรับทีมขนาดใหญ่หรือที่กำลังเติบโตเร็ว เว้นแต่ผู้ให้บริการจะเสนอจำนวนผู้ใช้ไม่จำกัด
แต่ละรูปแบบการคำณวนราคามีการแลกเปลี่ยนระหว่างความยืดหยุ่นและความสามารถในการคาดการณ์ โดยการเข้าใจรูปแบบการขยายตัวของธุรกิจจะช่วยกำหนดว่ารูปแบบใดจะให้คุณค่าระยะยาวที่ดีที่สุด และเป็นพื้นฐานในการสำรวจว่าการบูรณาการนั้นจะรองรับการเติบโตได้อย่างไร
การออกแบบเพื่อการเชื่อมต่อระบบสำหรับแพลตฟอร์ม B2B
เมื่อเข้าใจต้นทุนและฟีเจอร์แล้ว การบูรณาการคือปัจจัยตัดสินใจถัดไป เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดพาณิชย์แบบศูนย์รวมในทุกระบบ
กลยุทธ์การบูรณาการกับ ERP
ระบบ ERP คือแกนกลางของการดำเนินธุรกิจ เมื่อเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ธุรกิจก็จำเป็นจะต้องมีการซิงค์ข้อมูลแบบสองทิศทางระหว่างทั้งสองระบบ
ข้อมูลสำคัญอย่างรายละเอียดบริษัท แค็ตตาล็อกสินค้า รายการราคา ระดับสินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อจึงจะต้องไหลไปได้ในทั้งสองทิศทาง โดย Shopify มีความสามารถในการพาณิชย์แบบศูนย์รวมเพื่อรองรับปัจจัยนี้ ช่วยให้ทุกธุรกรรมแม่นยำและลดงานแมนนวลในการจัดการข้อมูลระหว่างระบบลง
โซลูชัน iPaaS และ Middleware
เมื่อต้องเชื่อมต่อหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น ERP, PIM, ระบบจัดการคลังสินค้า รวมถึง Third-party logistics (3PL) สคริปต์แบบ point-to-point อาจดูแลรักษายากขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทต่าง ๆ จึงใช้บริการแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ที่ทำหน้าที่บูรณาการในด้านต่างๆ (Integration Platform as a Service หรือ iPaaS) เพื่อจัดการการบูรณาการและดูแลการจัดทำแผนผังข้อมูล (Data Mapping), การลองใหม่หลังเกิดข้อผิดพลาด (Error Retry) รวมถึงการติดตามการทำงาน โดยโซลูชันยอดนิยมในอีคอมเมิร์ซได้แก่ Celigo, Boomi รวมถึง MuleSoft
การใช้ iPaaS จะช่วยรวมศูนย์การบูรณาการและลดเวลาที่เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ หรือการสูญหายของข้อมูลเมื่อระบบขยายตัว
การจัดการ API และ Webhook
ช่องทางอินเทอร์เฟซเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างซอฟต์แวร์ (Application Programming Interface หรือ API) และระบบแจ้งเตือนข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างแอป (Webhook) ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สื่อสารกันได้ โดย API ให้สร้างการบูรณาการที่ทำงานภายใต้กฎของแพลตฟอร์ม เช่น การจำกัดจำนวนครั้งที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบ (Rate Limit) หรือต้นทุนการสืบค้นที่คำนวณไว้ (Calculated Query Cost) ตัวอย่างเช่น Shopify มี Bulk Operations API ที่รองรับข้อมูลปริมาณมาก (เช่น แค็ตตาล็อกสินค้าขนาดใหญ่) ในการเรียก API ครั้งเดียว
Webhook ที่ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์จากแพลตฟอร์ม เมื่อปริมาณการสั่งซื้อที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วอาจสร้างการแจ้งเตือนแบบ Webhook เป็นจำนวนมาก ระบบจึงควรใช้คิวเสถียร (Durable Queue) ในการรองรับเหตุการณ์สำรอง (Buffer Event) เหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูลในกรณีที่เซิร์ฟเวอร์ไม่พร้อมใช้งานชั่วคราว
Webhook อาจถูกส่งซ้ำได้ในบางครั้ง โดยระบบต้องออกแบบให้เป็นนิจพล กล่าวคือจะสามารถประมวลผลการแจ้งเตือนซ้ำได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดข้อผิดพลาด
การจัดการ API ที่เร่งด่วนด้วยการทำให้ข้อมูลซิงค์แบบเรียลไทม์ อันตะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกช่องทาง
กลยุทธ์การบูรณาการที่ทันสมัยจะช่วยให้การดำเนินงานรองรับอนาคตและทำให้แพลตฟอร์ม SaaS B2B เป็นรากฐานระยะยาวสำหรับการเติบโต โดยเมื่อรวมการบูรณาการที่เหมาะสม รูปแบบราคา และฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะได้รากฐานที่รองรับทั้งความคล่องตัวระยะสั้นและการเติบโตระยะยาว
เริ่มการเปลี่ยนแปลง SaaS B2B
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซพัฒนาไปเป็นอย่างมาก เมื่อความคาดหวังของผู้ซื้อเปลี่ยนแปลงและตลาดยังคงแข่งขันสูง ธุรกิจ B2B จึงมีโอกาสมากมายที่จะได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ SaaS B2B ยุคใหม่มีให้
แพลตฟอร์ม SaaS นำความคล่องตัว การขยายตัว และความเสถียรมาสู่การดำเนินงาน ช่วยให้แบรนด์มอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่นตามที่ผู้ซื้อยุคนี้คาดหวัง พร้อมบริหารจัดการทั้ง B2B และ DTC จากระบบรวมศูนย์เดียว
ด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Shopify แม้แต่ธุรกิจ B2B ที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดก็สามารถปรับปรุงการดำเนินงานได้ด้วยข้อมูลแบบรวมศูนย์ ระบบอัตโนมัติ และการสร้างหน้าร้าน ในขณะเดียวกันก็จะสามารถพัฒนาฟีเจอร์ที่ง่ายขึ้น ซึ่ง Shopify จะช่วยให้มอบประสบการณ์การซื้อที่คล่องตัวขึ้นและเปิดให้ลูกค้าบริการตัวเองได้มากขึ้น ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ซื้อ B2B ยุคนี้ต้องการอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะกำลังย้ายระบบหรือขยายสู่ตลาดโลก แนวทาง SaaS จึงจะช่วยให้เทคโนโลยีสอดคล้องกับวิธีที่ผู้ซื้อต้องการช้อปปิ้งจริง ๆ ผู้ประกอบการจึงไม่ควรจะให้ระบบ B2B ที่ล้าสมัยกลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในอนาคต ค้นพบว่าการร่วมงานกับ Shopify ช่วยให้ปรับปรุง ทำให้เป็นอัตโนมัติ และเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน B2B ได้อย่างไร พร้อมลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและประหยัดต้นทุน
ลองสัมผัสประสบการณ์ B2B ของ Shopify ด้วยตัวเอง ด้วยการสมัครเข้าถึง Demo Store ได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SaaS B2B อีคอมเมิร์ซ
SaaS B2B คืออะไร
SaaS B2B ผสมผสาน 2 แนวคิดเข้าด้วยกัน ได้แก่ software as a service (SaaS) และ business-to-business (B2B) ในระบบอีคอมเมิร์ซ โดยแพลตฟอร์ม B2B SaaS คือบริการบนคลาวด์ที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างหน้าร้าน และบริหารจัดการการขายและการดำเนินงานออนไลน์ได้
SaaS ในอีคอมเมิร์ซคืออะไร
SaaS ย่อมาจาก software as a service ในอีคอมเมิร์ซหมายถึงแพลตฟอร์มบนคลาวด์ที่เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มเหล่านี้มีเครื่องมือและบริการที่ช่วยธุรกิจบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ ทั้งรายการสินค้า ฟังก์ชันการค้นหา การจัดการสินค้าคงคลัง การประมวลผลการชำระเงิน รวมถึง จ่ายเงิน ที่ได้รับการปรับแต่ง
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B คืออะไร
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการให้กับธุรกิจอื่นได้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมักผ่านการขายส่งหรือการสั่งซื้อจำนวนมาก แพลตฟอร์ม B2B อีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify มีฟีเจอร์อย่างราคาเฉพาะลูกค้า ส่วนลดแบบขั้นบันได การตั้งราคาตามปริมาณ การจัดการใบเสนอราคา order workflow รวมถึงการจัดการบัญชี
Amazon เป็นบริษัท B2B SaaS หรือไม่
Amazon ไม่ใช่บริษัท B2B SaaS แม้จะมีบริการ B2B บางอย่างผ่าน Amazon Business แต่แท้จริงแล้ว Amazon เริ่มต้นขึ้นในฐานะร้านขายหนังสือแบบขายตรงต่อผู้บริโภค และพัฒนามามุ่งเน้นที่อีคอมเมิร์ซและบริการคลาวด์คอมพิวติ้งผ่าน Amazon Web Services (AWS) โดย Amazon Business อำนวยความสะดวกในธุรกรรม B2B แต่ไม่ได้ให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก

