การจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถือเป็นเรื่องน่ากังวล ทั้งยังมีพาร์ตเนอร์มากมายที่สามารถช่วยสร้างแอป เปิดตัวร้านค้า หรือช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
และในเวลาที่อาจรู้สึกได้ว่าจำเป็นจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีคำถามค้างคาใจ ไม่ว่าจะในด้านคุณค่าการลงทุน การตัดสินใจจ้างพนักงานประเภทต่าง ๆ หรือแม้แต่ประเภทเอเจนซี่ บทความนี้ก็จะทำการรวบรวมทุกปัจจัยที่ต้องรู้เพื่อให้การจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซประสบความสำเร็จได้มากที่สุด
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซคืออะไร
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซคือองค์กรแบบธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B2B) ที่ให้บริการความเชี่ยวชาญที่บริษัทอีคอมเมิร์ซต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ โดยเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซมักเชี่ยวชาญในการช่วยงานธุรกิจด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ กลยุทธ์ SEO การจัดการโซเชียลมีเดีย รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมาย
ประเภทของเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ
- การตลาดและการขาย
- การตั้งค่าและจัดการร้านค้า
- การพัฒนาและแก้ไขปัญหา
- คอนเทนต์ภาพและแบรนด์ดิ้ง
- การเขียนคอนเทนต์
- คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซบางแห่งให้บริการการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร ในขณะที่บางแห่งเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของการดำเนินงานร้านค้าออนไลน์ โดยต่อไปนี้คือประเภทของเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซหลัก ๆ ที่น่าสนใจ
การตลาดและการขาย
เอเจนซี่การตลาดและการขายช่วยธุรกิจออนไลน์ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อและเปลี่ยนการคลิกให้เป็นการซื้อจริง โดยจะสามารถส่งเสริมธุรกิจได้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เข้าถึงลูกค้าผ่านแคมเปญอีเมลเชิงกลยุทธ์
- SEO ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับสูงขึ้นในผลการค้นหาแบบออร์แกนิก
- โฆษณาบนเสิร์ชเอนจิน จ่ายเงินเพื่อแสดงโฆษณาในผลการค้นหา
- โซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง โปรโมตแบรนด์และสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล
- คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าเพื่อดึงดูดและรักษาลูกค้า
- CRO ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้ามากขึ้น
เมื่อแบรนด์เสื้อผ้าหรูสำหรับผู้หญิงอย่าง Mac Duggal ต้องปรับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลจึงหันมาใช้บริการเอเจนซี่การตลาดอีคอมเมิร์ซอย่าง Prospect Knight ซึ่งท้ายที่สุดก็ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (return on advertising spend หรือ ROAS) ของ Mac Duggal ได้เป็นสองเท่า
การตั้งค่าและจัดการร้านค้า
เอเจนซี่ช่วยเซ็ทอัปและจัดการร้านค้าสามารถช่วยเหลือการดำเนินงานร้านค้าอีคอมเมิร์ซได้ในเชิงเทคนิค
ดังนั้นหากผู้ประกอบการธุรกิจขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคหรือไม่สะดวกพัฒนาเว็บไซต์เอง ก็จะสามารถว่าจ้างเอเจนซี่ที่ทำงานเฉพาะด้านได้ เช่น
- สร้างหรือออกแบบร้านค้าใหม่
- ตั้งค่าสินค้าและคอลเลกชัน
- Headless Commerce
- ตรวจสอบเว็บไซต์และกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพ
- อัปเกรดหน้าชำระเงิน
- ย้ายเว็บไซต์ (Website Migration คือการโอน URL และเนื้อหาทั้งหมดจากพื้นที่การโฮสต์เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มหนึ่งไปยังอีกพื้นที่หรือแพลตฟอร์มหนึ่ง)
ตัวอย่างเช่น Shopify Plus Partner อย่าง Able Sense ที่ช่วย Stanfield's ซึ่งเป็นบริษัทเสื้อผ้า ในการย้ายเว็บไซต์ โดยหลังจากย้ายเว็บไซต์มาที่แพลตฟอร์ม Shopify พบว่าอัตราการคอนเวิร์ตของ Stanfield's เพิ่มสูงขึ้นกว่า 168% พร้อมทั้งมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value หรือ AOV) ที่เติบโตขึ้น 20% รวมถึงธุรกรรมทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น 59%
การพัฒนาและแก้ไขปัญหา
เอเจนซี่ด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเชี่ยวชาญในด้านการสร้างแอปและการเชื่อมต่อแบบกำหนดเองที่ทำให้ร้านค้าโดดเด่น และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นบนเว็บไซต์ เช่น ข้อผิดพลาดในหน้าชำระเงินหรือปัญหาสินค้าคงคลัง ก็จะรู้วิธีแก้ไขแน่ชัด โดยเฉพาะในเรื่อง
- แอปและการเชื่อมต่อแบบกำหนดเอง สร้างโซลูชันซอฟต์แวร์เฉพาะตามความต้องการทางธุรกิจ
- ตั้งค่าโดเมนแบบกำหนดเอง กำหนดค่าที่อยู่เว็บ (URL) ส่วนตัวสำหรับเว็บไซต์และบริการ
- แก้ไขปัญหา ค้นหาและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในระบบหรือซอฟต์แวร์
- การรวมระบบ เชื่อมต่อระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
Belstaff แบรนด์หรูอายุกว่าศตวรรษ ย้ายมาใช้งานแพลตฟอร์ม Shopify เพื่อรวบระบบค้าปลีกออนไลน์และหน้าร้านเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถขจัดความซับซ้อนในการจัดการโมเดลข้อมูลแยกกันและลดความท้าทายในการเชื่อมต่อทางเทคนิคลง
ด้วยการใช้แนวทางพาณิชย์แบบรวมศูนย์ (unified commerce) ผู้ประกอบการจึงจะสามารถรวมศูนย์ข้อมูล สร้างมุมมองในการโต้ตอบกับลูกค้าในทุกช่องทางได้เป็นมุมมองเดียว รวมถึงเชื่อมต่อระบบจุดขายและอีคอมเมิร์ซเข้ากับ NetSuite ERP ได้อย่างราบรื่น
คอนเทนต์ภาพและแบรนด์ดิ้ง
เอเจนซี่ทำคอนเทนต์ภาพและแบรนด์ดิ้งช่วยกำหนดอัตลักษณ์ทางภาพของแบรนด์ (visual identity) เพื่อให้ธุรกิจโดดเด่น
โดยเอเจนซี่สร้างสรรค์เหล่านี้มีความสามารถหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- สร้างโลโก้และแบรนด์ดิ้งทางภาพ
- ออกแบบแบนเนอร์โฆษณาที่ดึงดูดสายตา
- สร้างวิดีโอและภาพประกอบสำหรับเว็บไซต์
- ถ่ายภาพสินค้าที่สวยงามน่าประทับใจ
- สร้างโมเดล 3D ของสินค้า
การเขียนคอนเทนต์
เมื่อเข้าชมร้านค้าออนไลน์ ข้อความที่อ่านในทุกๆหน้า ตั้งแต่คำอธิบายสินค้าไปจนถึงบล็อกโพสต์ คือผลของการเขียนคอนเทนต์โดยเอเจนซี่เขียนคอนเทนต์ที่เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์
- บล็อกโพสต์ คอนเทนต์แบบยาวที่เน้นกลยุทธ์และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย SEO พร้อมการแก้ไขอย่างมืออาชีพและตารางการเผยแพร่ที่สม่ำเสมอ
- แคมเปญอีเมล แคมเปญอัตโนมัติที่ซับซ้อนพร้อมการแบ่งกลุ่มผู้ชม การทดสอบ A/B รวมถึงการติดตามผลลัพธ์โดยละเอียด
- โพสต์โซเชียลมีเดีย ปฏิทินคอนเทนต์ที่ครอบคลุมพร้อมแคมเปญโฆษณาแบบเสียเงินเชิงกลยุทธ์และกลยุทธ์การมีส่วนร่วมข้ามแพลตฟอร์ม
- เว็บก็อปปี้ คอนเทนต์ที่เพิ่มประสิทธิภาพการคอนเวิร์ตและขับเคลื่อนด้วย SEO พร้อมน้ำเสียงแบรนด์ที่สม่ำเสมอและเน้นประสบการณ์ผู้ใช้
จึงจะสามารถนับได้ว่าผู้เชี่ยวชาญกลุ่มดังกล่าวมีหน้าที่เชื่อมต่อช่องว่างระหว่างโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งยังจะช่วยให้ลูกค้าจินตนาการถึงสินค้าในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องการคำแนะนำเป็นครั้งคราว ซึ่งก็สามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น
- กลยุทธ์ทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการวางตำแหน่งธุรกิจในตลาด โมเดลรายได้ และโอกาสในการเติบโต เพื่อช่วยให้บริษัทตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
- การจัดหาสินค้า ที่ปรึกษาช่วยระบุซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ เจรจาเงื่อนไข และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความคุ้มค่า
- ประสิทธิภาพเว็บไซต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิควิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ผู้ใช้ พร้อมทั้งใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการโฮสต์เว็บไซต์ และการบำรุงรักษาด้วย
- ภาษีการขาย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีช่วยจัดการกฎระเบียบภาษีที่ซับซ้อนในกระบวนการแบบหลายรัฐและระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจในการปฏิบัติตามและการจัดเก็บ รวมถึงการรายงานภาษีการขายอย่างถูกต้องด้วย
- กลยุทธ์ B2B และขายส่ง ผู้เชี่ยวชาญช่วยให้ธุรกิจพัฒนาและใช้โครงสร้างราคาขายส่ง ระบบการสั่งซื้อ รวมถึงกระบวนการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าธุรกิจ
- การขยายตลาดต่างประเทศ ที่ปรึกษาแนะนำบริษัทโดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามความซับซ้อนของการเข้าสู่ตลาดใหม่ รวมถึงการปรับปรุงให้เหมาะสมกับท้องถิ่น การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การจัดส่ง และวิธีการชำระเงิน
- การพัฒนาสินค้า นักกลยุทธ์สินค้าช่วยระบุโอกาสในตลาด พัฒนาข้อกำหนด จัดการกระบวนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพสายผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดเป้าหมาย
Brooklinen เปลี่ยนการดำเนินงาน B2B แบบแมนนวลให้เป็นประสบการณ์ดิจิทัลที่คล่องตัวภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยสามารถสร้างร้านค้า B2B เฉพาะตัวที่สะท้อนความสำเร็จของแพลตฟอร์มขายตรงถึงผู้บริโภค
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าประทับใจ เนื่องจากทีมงานสามารถใช้เวลา 80% ไปกับการสร้างและจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าแทนที่จะเป็นงานแมนนวล พร้อมทั้งเปิดใช้งานฟังก์ชันบริการตนเองสำหรับลูกค้า B2B ในการจัดการบัญชีและคำสั่งซื้อ และส่งมอบประสบการณ์การซื้อที่ใช้งานง่ายเหมือนกับลูกค้าค้าปลีกให้กับผู้ซื้อขายส่งได้สำเร็จด้วย
ทำไมต้องจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ
ต่อไปนี้คือเหตุผลสำคัญที่ควรนัดประชุมปรึกษากับเอเจนซี่ครั้งแรก
ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
การจ้างเอเจนซี่มักจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการจ้างพนักงานใหม่ โดยเฉพาะหากความต้องการเป็นความต้องการระยะสั้นหรือจำกัดเกินกว่าจะจ้างพนักงานประจำ เนื่องจากการฝึกอบรมพนักงานใหม่ใช้เวลา ในขณะที่เอเจนซี่มีทักษะในการเริ่มงานได้ทันที
ตัวอย่างเช่น แบรนด์รองเท้า Jack Rogers ที่ทำการจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซเพื่อช่วยเพิ่มยอดขายขายตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Customer หรือ DTC) ซึ่งแบรนด์รองเท้าแตะยอดนิยมนี้ประสบความสำเร็จมายาวนานในการวางขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า แต่ต้องการปรับปรุงยอดขายออนไลน์ด้วย
Jack Rogers จ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซเพื่อช่วยย้ายหน้าร้านค้าออนไลน์ไปยังแพลตฟอร์ม Shopify
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเดิมใช้งานยากและใช้เวลานาน จึงได้ Shopify Plus Service Partner อย่าง P3 Media ซึ่งเป็นเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์ในการย้ายร้านค้าอีคอมเมิร์ซไปยังเว็บไซต์ Shopify Plus มาช่วย
ด้วยการจ้างครั้งนี้ ร้านค้าออนไลน์ใหม่ของ Jack Rogers กลายเป็นหนึ่งในช่องทางจำหน่ายหลักของบริษัท ทราฟฟิกเพิ่มขึ้น 60% และการคอนเวิร์ตดีขึ้น 30% ซึ่งหากไม่ได้ทำการว่าจ้าง P3 Media และมุ่งมั่นจะพัฒนาเว็บไซต์เอง ก็คงต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก
ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
การจ้างเอเจนซี่ทำให้ได้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้อย่างลึกซึ้งในงานที่ต้องการ แม้การจ้างคนเดียวที่จัดการทุกอย่างได้อาจดูเป็นประโยชน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในความเชี่ยวชาญของตน
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าร้านค้าออนไลน์เผชิญปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อนกับเว็บไซต์ นักการตลาดในทีมที่สร้างและใช้กลยุทธ์การตลาดทั้งหมดและสามารถอัปเดตเว็บไซต์เล็กน้อยได้ ก็อาจไม่มีความรู้ในการจัดการปัญหาทางเทคนิคเชิงลึก
แต่หากจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซที่มีนักพัฒนาเว็บ ก็จะสามารถระบุปัญหาและแก้ไขได้ภายในไม่ถึงวันในขณะที่นักการตลาดในทีมอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งยังนับเป็นการรบกวนงานหลักของพวกเขาด้วย
มุมมองใหม่ๆ
หากหมดไอเดีย การจ้างเอเจนซี่สามารถนำมุมมองใหม่มาสู่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ เนื่องจากเอเจนซี่ทำงานกับลูกค้าหลากหลายและนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเหล่านั้นมาสู่ธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เอเจนซี่การตลาดดิจิทัลสามารถให้ไอเดียแคมเปญที่ไม่เคยทำมาก่อนและดำเนินการแทนได้
เพราะเมื่อดำเนินธุรกิจเอง อาจยากที่จะมองเห็นโอกาสอื่น ๆ ที่มีอยู่ การจ้างเอเจนซี่จึงจะให้มุมมองภายนอกที่จำเป็นซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้กับไอเดียและกลยุทธ์ใหม่ๆ
ประหยัดค่าใช้จ่าย
เอเจนซี่ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ก็มักจะประหยัดกว่าการจ้างพนักงานประจำหรือทีมงานเต็มเวลามาก กล่าวคือการจ้างเอเจนซี่จะทำให้ได้ความรู้และประสบการณ์ที่ต้องการ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและสร้างความผูกมัดกับพนักงานประจำนั่นเอง
นอกจากนี้ การมีทีมการตลาดเฉพาะทางครบวงจร ยังจำเป็นจะต้องจ้างพนักงานมากกว่าหนึ่งคน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องนั้นก็จะสามารถสะสมได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเงินเดือนเฉลี่ยของบุคลากรสายการตลาดระดับกลาง ได้แก่
- นักการตลาดดิจิทัล: 35,000-60,000 บาทต่อเดือน
- ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย: 30,000-55,000 บาทต่อเดือน
- ผู้จัดการคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง: 40,000-70,000 บาทต่อเดือน
- ผู้จัดการอีเมลมาร์เก็ตติ้ง: 40,000-70,000 บาทต่อเดือน
- มืออาชีพด้านโฆษณาออนไลน์ (PPC): 45,000-80,000 บาทต่อเดือน
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO: 40,000-75,000 บาทต่อเดือน
ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงสวัสดิการ ค่าวันหยุด และสิทธิประโยชน์ของบริษัท รวมถึงค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับซอฟต์แวร์การตลาดที่ทีมต้องใช้ด้วย
ในทางกลับกัน เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงทีมมืออาชีพที่ครอบคลุมทั้งด้านกลยุทธ์ คอนเทนต์ โฆษณา SEO และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีค่าบริการตั้งแต่ประมาณ 20,000-150,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขอบเขตการทำงานและระดับบริการที่เลือก ซึ่งมักมีต้นทุนรวมต่ำกว่าการจ้างทีมงานภายในในหลายตำแหน่งพร้อมกัน
โอกาสที่เหมาะสมกับการจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ
- ยอดขายลดลง
- กำลังเปิดตัวสินค้าใหม่
- ขาดทักษะที่จำเป็นในทีม
- กำลังเข้าสู่ตลาดใหม่
- ไม่มีเวลาเป็นประจำ
- ไม่ชอบการตลาด
หากกำลังพิจารณาจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ สัญญาณบอกเหตุบางประการก็มักสามารถบ่งบอกได้ว่าพร้อมนัดประชุมแล้ว
ยอดขายลดลง
หากทำงานได้ดีในการทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยตัวเองและเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่จู่ ๆ ก็เริ่มเห็นการลดลงหรือหยุดนิ่ง ก็อาจต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกนั่นเอง
สำหรับปัญหาแบบนี้ สามารถจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรที่สามารถช่วยตรวจสอบเว็บไซต์เพื่อดูว่ามีปัญหาประสบการณ์ผู้ใช้หรือไม่ รวมถึงเพิ่มแคมเปญการตลาดใหม่เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นด้วย
กำลังเปิดตัวสินค้าใหม่
หากเปิดตัวสินค้าใหม่ การจ้างเอเจนซี่อาจเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการสร้างกระแส แม้ความพยายามทางการตลาดเองอาจสร้างกระแสเล็กน้อยได้ แต่การใช้ความช่วยเหลือจากทีมงานมืออาชีพก็จะสามารถทำให้การเปิดตัวประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น Shopify Plus Partner อย่าง Slicedbread ที่ช่วยบริษัทเครื่องฟอกอากาศอย่าง Molekule ตรวจสอบแนวคิดสินค้าและขายหมดในการเปิดตัวล่วงหน้าถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ Molekule คงไม่สามารถสร้างได้หากดำเนินการเอง
แบรนด์อีคอมเมิร์ซ Molekule จ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยในกระบวนการพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์การเปิดตัว
ขาดทักษะที่จำเป็นในทีม
ในระยะเริ่มต้นธุรกิจมักประกอบไปด้วยพนักงานคนเดียว หรือหากไม่ใช่คนเดียวก็อาจเป็นกลุ่มที่ไม่มีทักษะในการสร้างการออกแบบเว็บไซต์เอง ตั้งค่าร้านค้าออนไลน์ สร้างคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย รวมถึงทักษะในมิติอื่นๆ
จุดบอดนี้จึงเป็นจุดที่เอเจนซี่เข้ามามีบทบาท และเมื่อสร้างธุรกิจจนมีรายได้สม่ำเสมอแล้ว การลงทุนในเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซก็สามารถเพิ่มยอดขายทำให้ได้กำไรมากขึ้นในระยะยาว
กำลังเข้าสู่ตลาดใหม่
การเข้าสู่ตลาดใหม่ ไม่ว่าจะด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่หรือด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปรับให้เหมาะกับท้องถิ่น (Localization) อาจเป็นเรื่องท้าทาย จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์หลายแห่งรับความช่วยเหลือจากเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์ในกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจประเภทนี้
ไม่มีเวลาเป็นประจำ
การดำเนินธุรกิจออนไลน์เป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก ยิ่งหากทำสินค้าที่ขายด้วยมือเองด้วยแล้วยิ่งใช้เวลามากขึ้นในฐานะเจ้าของธุรกิจ เนื่องจากนอกจากหน้าที่หลักนี้แล้วก็ยังจะมีงานอื่น ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่การจัดส่งสินค้าและอัปเดตรายการสินค้าไปจนถึงงานบัญชีและบริการลูกค้า
หากพบว่าตนเองมีปัญหากับการโพสต์บนโซเชียลมีเดียหรือเขียนคอนเทนต์บล็อก จึงอาจต้องการจ้างเอเจนซี่เพื่อทำหน้าที่เหล่านี้ ซึ่งจะทำให้สามารถมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในขณะที่เอเจนซี่จัดการกลยุทธ์การตลาดไปได้พร้อม ๆ กัน
ไม่ชอบการตลาด
หากไม่ชอบทำงานด้านการตลาดก็ไม่จำเป็นจะต้องบังคับตัวเอง โดยสามารถทำการตลาดเพียงพอให้ธุรกิจเริ่มต้นได้ จากนั้นจึงจะจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งการหาเอเจนซี่การตลาดอีคอมเมิร์ซเองก็สามารถเป็นความสัมพันธ์การทำงานระยะยาวที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างทวีคูณ โดยไม่จำเป็นจะต้องลงมือเองเลย
วิธีเลือกเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดสำหรับร้านค้า
- กำหนดสิ่งที่ต้องการ
- ทำการสำรวจ
- พิจารณางบประมาณ
- เรียกดูตัวเลือก
- สัมภาษณ์เอเจนซี่ที่เลือก
- ตรวจสอบ (และยอมรับ) ข้อเสนอ
- ทำการจ้าง
เมื่อชัดเจนแล้วว่าควรพิจารณาจ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซสำหรับร้านค้าเมื่อไหร่และเพื่ออะไร ก็จะสามารถมาเน้นย้ำที่คำถามที่สำคัญถัดไป คือจะหาเอเจนซี่ที่เหมาะสมได้อย่างไรได้ โดยต่อไปนี้จะเป็นวิธีค้นหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด
1. กำหนดสิ่งที่ต้องการ
เป้าหมายหลักคืออะไร เช่นว่าข้อมุ่งเน้นคือ
- เพิ่มยอดขายรายเดือน
- เพิ่มทราฟฟิกไปยังร้านค้าอีคอมเมิร์ซ
- ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้บนเว็บไซต์
- เปิดตัวสินค้าใหม่
- เพิ่มการรับรู้แบรนด์
- สร้างผู้ติดตามออนไลน์มากขึ้น
โดยการมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายจะสามารถช่วยระบุประเภทของเอเจนซี่ที่จะจ้าง
2. ทำการสำรวจ
ขั้นตอนต่อไปคือการทำการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับชิ้นงาน ตัวอย่างเช่น สามารถหาตัวอย่างธุรกิจอื่นที่ทำสิ่งที่คล้ายกับที่ต้องการ เนื่องจากวิธีดังกล่าวจะสามารถช่วยให้เอเจนซี่ช่วยเหลือธุรกิจได้ดีขึ้น เพราะให้ตัวอย่างที่ชัดเจนของเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
3. พิจารณางบประมาณ
ระบุว่าสามารถใช้จ่ายได้เท่าไหร่และต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วแค่ไหน เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ จะส่งผลต่องบประมาณ เช่น ไทม์ไลน์ ขอบเขตงาน และความซับซ้อนโดยรวมของโครงการ แต่ก็ควรคำนึงอยู่เสมอว่าเอเจนซี่หลายแห่งก็สามารถปรับอัตราการมีส่วนร่วมให้ตรงกับงบประมาณได้เช่นกัน
4. เรียกดูตัวเลือก
เริ่มต้นด้วยการเรียกดูรายชื่อพาร์ตเนอร์ของ Shopify ผ่าน Shopify Partners ซึ่งมีเอเจนซี่ที่คัดสรรมาอย่างดี โดยใช้ความรู้ลึก รู้จริงและประวัติความสำเร็จมาเป็นเกณฑ์ในการวัดผล
เรียกดูเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซในหน้าค้นหาพาร์ตเนอร์ของ Shopify
เมื่อพบตัวเลือกแล้วสักสองสามแห่งโดยกรองผลลัพธ์ตามบริการที่ต้องการ ก็เป็นโอกาสทึ่ดีในการเริ่มสำรวจเว็บไซต์เพื่อดูผลงานที่ผ่านมาและรีวิวเพื่อดูว่าเอเจนซี่ใดแชร์กรณีศึกษาและผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วกับบริษัทอีคอมเมิร์ซที่คล้ายกัน หรือสามารถสร้างงานและเชื่อมต่อกับเอเจนซี่ที่มีคุณสมบัติและได้รับรางวัลตามข้อกำหนด
จากนั้นเมื่อระบุเอเจนซี่ที่สนใจได้สัก 2-3 แห่งแล้ว ก็ถึงเวลาติดต่อกับบริษัทที่น่าสนใจ
5. สัมภาษณ์เอเจนซี่ที่เลือก
ติดต่อเอเจนซี่ที่คัดเลือกแล้วผ่านแบบฟอร์มติดต่อบนเว็บไซต์ โดยเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่มักยินดีนำเสนอการให้คำปรึกษาฟรีหรือการประชุมเบื้องต้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกันและกัน พร้อมทั้งประเมินว่าความร่วมมืออาจเป็นอย่างไร
หมายความว่าในระหว่างการประชุมนี้ ธุรกิจต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสสัมภาษณ์เอเจนซี่ เพราะแม้เป้าหมายของพวกเขาจะเป็นการขายอย่างเท่าเทียมกัน แต่ผู้ประกอบการก็ควรมั่นใจว่าตัวเลือกจะเหมาะสมอย่างที่สุดเช่นกัน
โดยเบื้องต้นอาจนำคำถามเหล่านี้ไปด้วยเพื่อช่วยประเมินว่าเอเจนซี่ที่หารือด้วยเหมาะสมกับงานหรือไม่
- ทำงานกับใคร (ถ้ามี) หรือเคยทำงานกับใครในอุตสาหกรรมของธุรกิจ รวมถึงทำอะไรให้พวกเขาและผลลัพธ์เป็นอย่างไร
- ใครจะทำงานในบัญชีของฉัน การสื่อสารกับสมาชิกในทีมนั้นเป็นอย่างไร จะพบหรือมีการหารือเกี่ยวกับการวางแผนบ่อยแค่ไหน
- งานทั้งหมดทำในบริษัทหรือจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับเหมาภายนอก ตัดสินใจเลือกฟรีแลนซ์อย่างไรและมีระดับประสบการณ์เท่าไหร่
- กระบวนการเริ่มต้นเป็นอย่างไร
- จะคาดหวังอะไรจากฉันและทีมในฐานะลูกค้า
- กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร จะแจ้งผลลัพธ์อย่างไร
- ครั้งสุดท้ายที่เสียลูกค้าคือเมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น
นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มสิ่งอื่น ๆ ที่อยากรู้ลงในรายการและไปประชุมอย่างเตรียมพร้อม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากความสัมพันธ์เอเจนซี่-ลูกค้า
6. ตรวจสอบ (และยอมรับ) ข้อเสนอ
เมื่อมีการปรึกษาเบื้องต้นแล้ว เอเจนซี่จะจัดทำข้อเสนอตามบริการที่สนใจ
เหตุผลที่การประชุมครั้งแรกกับเอเจนซี่สำคัญมากคือเพื่อให้แน่ใจว่าข้อเสนอที่ให้มาแสดงถึงประเภทงานที่ต้องการให้ทำอย่างถูกต้อง ลดการสื่อสารผิดพลาดและความจำเป็นในกระบวนการซ้ำซ้อนก่อนจัดทำข้อมูลที่ถูกต้อง
ธุรกิจควรตรวจสอบข้อเสนอที่ส่งมาเพื่อให้แน่ใจว่าตรงกับเป้าหมายและงบประมาณ
7. ทำการจ้าง
หากยอมรับข้อเสนอ เอเจนซี่จะส่งสัญญาให้ลงนามและเริ่มต้นโครงการ เมื่อขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จแล้ว เอเจนซี่จะเริ่มต้นกระบวนการเพื่อให้แน่ใจว่ามีข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการ
ขั้นตอนต่อไปคือนั่งพักและปล่อยให้เอเจนซี่เริ่มงาน ติดตามการสื่อสารเพื่อให้สามารถให้สิ่งที่ต้องการได้ และติดตามผลลัพธ์เพื่อให้รู้ว่ากลยุทธ์ของเอเจนซี่ได้ผล กำหนดการประชุมรายสัปดาห์หรือรายสองสัปดาห์ในปฏิทินเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า
จ้างเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมสำหรับแบรนด์
การร่วมงานกับเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมจะสามารถผลักดันธุรกิจไปข้างหน้า ประเมินความต้องการ งบประมาณ และเป้าหมายอย่างรอบคอบเพื่อหาพาร์ตเนอร์ที่สมบูรณ์แบบได้
ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงอยู่เสมอว่าควรตรวจสอบผู้สมัครอย่างละเอียด ทั้งถามคำถามที่ตอบได้ยาก และตรวจสอบข้อเสนออย่างรอบคอบ รวมถึงใช้มาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopify Partners เพื่อหาเอเจนซี่ที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์
ด้วยการมีเอเจนซี่ที่เหมาะสมเคียงข้าง ธุรกิจของคุณเองก็จะสามารถเอาชนะความท้าทายและบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอเจนซี่อีคอมเมิร์ซ
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซทำอะไร
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซช่วยธุรกิจขายสินค้าออนไลน์โดยการสร้างและจัดการสถานะดิจิทัล โดยจะนำเสนอบริการหลากหลาย ตั้งแต่การออกแบบเว็บไซต์ไปจนถึงการตลาด ซึ่งทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการมองเห็นออนไลน์และยอดขายให้กับลูกค้า
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซเรียกเก็บเงินเท่าไหร่
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซเรียกเก็บตั้งแต่ 20,000–300,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน โดยค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันไปตามขอบเขตโครงการ ขนาดของฐานลูกค้า และความเชี่ยวชาญของเอเจนซี่ ทั้งยังจะสามารถสะท้อนถึงความซับซ้อนของบริการที่เสนอ ตั้งแต่การตั้งค่าพื้นฐานไปจนถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องด้วย
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรคืออะไร
เอเจนซี่อีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรคือศูนย์รวมบริการสำหรับผู้ค้าปลีกออนไลน์ มีหน้าที่จัดการทุกด้านของการค้าดิจิทัล ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ไปจนถึงการตลาดและการบำรุงรักษา ซึ่งเอเจนซี่เหล่านี้ให้โซลูชันแบบครบวงจร รวมถึงกลยุทธ์ การดำเนินการ และการเพิ่มประสิทธิภาพทุกด้านของการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ
เอเจนซี่ Shopify คืออะไร
เอเจนซี่ Shopify คือธุรกิจที่เชี่ยวชาญในการช่วยบริษัทตั้งค่าและจัดการร้านค้าออนไลน์โดยใช้แพลตฟอร์ม Shopify โดยเอเจนซี่ Shopify ให้บริการต่าง ๆ เช่น การออกแบบเว็บไซต์ การตลาด การสร้างคอนเทนต์ SEO รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังจะให้การสนับสนุนและคำแนะนำตลอดกระบวนการทั้งหมดของการตั้งค่าและดำเนินงานร้านค้าอีคอมเมิร์ซด้วย

