การติดตามข้อมูลลูกค้าและเฝ้าดูกระแสความสนใจใหม่ ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำยอดขายให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ให้ความสนใจทุกรายอาจเติบโตไปเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและทำกำไรได้ ในขณะที่การรู้ประวัติการสั่งซื้อในอดีตก็จะช่วยให้นำทางลูกค้าไปสู่การซื้อซ้ำเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจขยายตัวการจัดการข้อมูลลูกค้าทั้งหมดที่จำเป็นต่อการสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้อาจกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งในด้านการบริหาร ซึ่งเกินกว่าที่สเปรดชีตธรรมดา (หรือกระดาษโน้ตเตือนความจำหลายร้อยแผ่น) จะแก้ไขได้
จึงจะเป็นจุดที่ CRM เข้ามามีบทบาท เนื่องจากระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM) คือวิธีที่ดีที่สุดในการจัดระเบียบข้อมูลลูกค้า ตั้งแต่คำขอการสนับสนุนไปจนถึงประวัติการสั่งซื้อและข้อมูลการติดต่อ และเมื่อข้อมูลทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียว ทีมงานก็จะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและเฉพาะตัวได้ ไม่ว่าธุรกิจจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม
ต่อไปนี้คือซอฟต์แวร์ CRM ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและวิธีเลือกระบบที่เหมาะสมสำหรับบริษัท
CRM คืออะไร
ระบบซอฟต์แวร์การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management หรือ CRM) คือซอฟต์แวร์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า พร้อมทั้งเพิ่มยอดขาย และเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร โดย CRM จะทำการรวบรวมและจัดเก็บการสื่อสาร ข้อมูล และกิจกรรมของลูกค้าไว้ในฐานข้อมูลส่วนกลางที่มาแทนที่สเปรดชีตและแอปหลายตัวที่ธุรกิจมักใช้ในการติดตามข้อมูลลูกค้า
นั่นจึงหมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้งาน CRM เพื่อวางแผนการเข้าถึงลูกค้า, วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน, จัดการความสนใจจากอนาคตลูกค้า รวมถึงปรับปรุงกระบวนการสนับสนุนลูกค้า การตลาด และการขายได้
วิธีเลือก ซอฟต์แวร์ CRM ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจเล็ก
1. ระบุเป้าหมาย
ระบบ CRM ประเภทต่าง ๆ จะตอบสนองวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งอาจเฉพาะเจาะจงมาก และมีเป้าหมายต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- สร้างศูนย์กลางการเข้าสู่ตลาด อำนวยความสะดวกในกิจกรรมการตลาด บริการ และการขายจากฐานข้อมูลเดียว
- รวมศูนย์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลลูกค้าทั้งหมดเพื่อทำให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ให้ผู้ใช้จากแผนกต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงการสื่อสารระหว่างทีม เช่น ทีมการตลาดและทีมขาย
- นำเสนอข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานและคำแนะนำเพื่อการปรับปรุง
- เข้าถึงเครื่องมือเฉพาะอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการเฉพาะของธุรกิจด้วยเครื่องมือเฉพาะอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ และกรณีการใช้งานที่สร้างขึ้นเพื่ออุตสาหกรรมเฉพาะ
CRM มักให้บริการผู้ใช้และทีมงานต่าง ๆ ทั่วทั้งบริษัท ดังนั้นเมื่อต้องการประเมินว่าอะไรเหมาะสมกับความต้องการ ผู้ใช้จึงควรจะต้องทำความเข้าใจเป้าหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจเกี่ยวข้องทุกคน จากนั้นจึงจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการเฉพาะเหล่านี้และการรับประกันการใช้งานที่ครอบคลุมได้
2. กำหนดฟังก์ชันการทำงานของ CRM
ก่อนเลือกผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ควรสร้างรายการฟังก์ชันการทำงานของ CRM ที่ต้องการโดยพิจารณาทั้ง 4 หมวดหมู่นี้
- เครื่องมือจัดระเบียบ เครื่องมือจัดการผู้ติดต่อรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลลูกค้าโดยอัตโนมัติ รวมถึงรายละเอียดการติดต่อ ประวัติการซื้อ และการสื่อสารกับลูกค้า จะช่วยลดความจำเป็นในการป้อนข้อมูลแบบแมนนวลที่ใช้เวลานาน ในขณะที่บางระบบยังมีฟีเจอร์การจัดการโครงการและระบบอัตโนมัติของกระบวนการทำงานด้วย
- เครื่องมือการตลาด เครื่องมือแคมเปญการตลาดประกอบด้วยระบบอัตโนมัติทางการตลาด, เครื่องมือจัดการความสนใจ, เครื่องมืออีเมลการตลาด และเครื่องมือวิเคราะห์การตลาด
- เครื่องมือการขาย ซอฟต์แวร์ CRM มักมีโซลูชันการจัดการการขายและไปป์ไลน์ เช่น ระบบการขายแบบอัตโนมัติ, การวิเคราะห์การขาย, การคาดการณ์ยอดขาย และการจัดการดีล ช่วยให้ทีมขายปรับปรุงกระบวนการขายให้สอดคล้องกับวงจรการซื้อของลูกค้า
- เครื่องมือบริการลูกค้า CRM มีเครื่องมือหลายอย่างที่ออกแบบมาเพื่อช่วยทีมบริการลูกค้าในการติดตามและปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยหลายระบบอนุญาตให้ธุรกิจรับและตอบสนองต่อคำขอของลูกค้า พร้อมทั้งมีการวิเคราะห์บริการลูกค้าและระบบอัตโนมัติเพื่อบริการลูกค้าไปในตัว
- เครื่องมือวิเคราะห์และรายงาน เมื่อข้อมูลลูกค้าอยู่ในที่เดียว CRM ที่ดีจะมีความสามารถในการวิเคราะห์กรวยจำลองเส้นทางของลูกค้าและกลุ่มลูกค้าได้อย่างละเอียด
3. พิจารณางบประมาณด้านเทคโนโลยี
ราคา CRM อาจซับซ้อน โดยผู้ให้บริการ CRM บางรายอาจคิดอัตราคงที่สำหรับฟีเจอร์ CRM ทั้งหมด ในขณะที่บางรายอาจนำเสนอส่วนลดแบบชุดเซต และบางรายคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับเครื่องมือ CRM ต่าง ๆ โดยหลายรายมีราคาแบบแบ่งระดับที่คำนึงถึงจำนวนผู้ใช้
การรู้งบประมาณและวิธีที่วางแผนจะใช้ระบบอย่างแน่ชัดจึงจะช่วยให้เลือกผู้ให้บริการ CRM ที่ตอบสนองความต้องการได้ดี
โปรแกรมซอฟต์แวร์ CRM ยอดนิยม 5 อันดับสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ระบบ CRM หลายระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจในขั้นตอนการเติบโตต่าง ๆ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจึงมักเลือกใช้บริการ CRM ที่ใช้งานง่ายและราคาไม่แพง พร้อมตัวเลือกในการขยายขนาดหรือเพิ่มความสามารถของ CRM เพิ่มเติมเมื่อเวลาผ่านไป
โดย CRM สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 5 อันดับนี้ได้รับความนิยมในด้านความง่ายดายในการใช้งาน ราคา และฟีเจอร์ที่หลากหลาย
1. Pipedrive
Pipedrive เป็น CRM สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เน้นการจัดการการขายและระบบการทำงานที่ถูกก่อตั้งในเอสโตเนียในปี 2010 โดย Pipedrive มีเครื่องมืออีเมลการตลาด การจัดการลีด และการจัดการการขายให้กับลูกค้ากว่า 100,000 รายทั่วโลก
ข้อดี
Pipedrive มีเครื่องมือจัดการการขายที่ครอบคลุม รวมถึงการวิเคราะห์การขาย การคาดการณ์ยอดขาย และระบบการขายแบบภาพ ซึ่งเป็นการแสดงกราฟิกของตำแหน่งที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าอยู่ภายในกระบวนการซื้อ ทั้งยังภูมิใจนำเสนอการสนับสนุนลูกค้าระดับแนวหน้าและการรวบรวมฟีเจอร์พรีเมียมหลายอย่างไว้ในแพ็กเกจราคาต่ำด้วย
โดยมีประโยชน์ได้แก่
- อินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
- การสนับสนุนตลอด 24 ชม. ในทุก ๆ วัน
- แอปและการเชื่อมต่อบุคคลที่สามกว่า 275 รายการ
- โปรแกรมทดลองใช้ฟรี 14 วัน
ข้อเสีย
Pipedrive ไม่ใช่ CRM บริการลูกค้าหรือ CRM การตลาดเป็นหลัก แปลว่าแม้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะมีฟังก์ชันอีเมลการตลาด แต่ก็ยังจะไม่มีแพลตฟอร์มอีเมลในตัว จึงจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบบุคคลที่สามเช่น Mailchimp ต่อไป
- ไม่ใช่แพลตฟอร์มการตลาดหรือบริการลูกค้า
- ไม่มีแพลตฟอร์มอีเมลภายใน
ราคา
Pipedrive มีแพ็กเกจแบบชำระเงิน 4 แบบ โดยคำนวณต้นทุนจากจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Essential ราคา 14.90 ดอลลาร์ (ราว 447 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Advanced ราคา 24.90 ดอลลาร์ (ราว 747 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Professional ราคา 49.90 ดอลลาร์ (ราว 1497 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Enterprise ราคา 99 ดอลลาร์ (ราว 2970 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
นอกจากนี้ยังจะสามารถทดลองใช้ Pipedrive ฟรี 14 วันสำหรับทุกแพ็กเกจ และไม่ต้องใช้ข้อมูลบัตรเครดิตในการเข้าถึงช่วงทดลองใช้ด้วย
2. Freshsales
Freshsales เป็นส่วนหนึ่งของ Freshworks บริษัทซอฟต์แวร์ในแคลิฟอร์เนีย โดยตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 2010 Freshworks ได้พัฒนาชุดโซลูชันซอฟต์แวร์สำหรับที่ทำงาน ซึ่งรวมถึง Freshsales sales CRM, CRM บริการลูกค้า, CRM การตลาด และซอฟต์แวร์จัดการแชต ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีสารสนเทศมาแล้ว
โดยเช่นเดียวกับ Pipedrive นี้เองที่ Freshsales ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยทีมขายสร้างและดูแลลีด ทั้งนี้บริษัทจะให้บริการสำหรับธุรกิจทุกขนาด แต่มักนิยมใช้งานกันมากที่สุดในธุรกิจที่มีพนักงานจำนวน 5 ถึง 10 คน โดยลูกค้าของ Freshsales ได้แก่ Dyson, Klarna รวมถึง Blue Nile
ข้อดี
Freshsales มีฟีเจอร์ระดับองค์กรในราคาที่จับต้องได้ และเป็นที่รู้จักในด้านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการขาย รวมถึงการคาดการณ์ยอดขาย การวิเคราะห์การขาย และฟอร์มเว็บที่ปรับแต่งได้สำหรับการจับบันทึกข้อมูลจากผู้เยี่ยมชม โดยมีประโยชน์ได้แก่
- มีแพ็กเกจฟรี
- ระบบอัตโนมัติและเครื่องมือ AI
- รองรับการเชื่อมต่อ Freshworks และบุคคลที่สาม
- ทดลองใช้ฟรี 21 วัน
- เชื่อมต่อกับ Google Workspace
ข้อเสีย
CRM บริการลูกค้าของ Freshworks จำหน่ายภายใต้ชื่อ Freshdesk ในขณะที่ CRM การตลาดเป็น Freshmarketer ซึ่งแม้ Freshsales จะเชื่อมต่อกับ CRM เหล่านี้ได้ แต่ Freshsales เพียงอย่างเดียวจะไม่มีความสามารถ CRM ในด้านการบริการลูกค้าหรือการตลาดขั้นสูง นอกจากนี้ Freshsales ยังมีการเชื่อมต่อน้อยกว่าคู่แข่งบางราย โดยมีการเชื่อมต่อในตัวเพียง 17 รายการ (ซึ่งรวมถึง Google Workspace) และการเชื่อมต่อบุคคลที่สามเพียง 19 รายการ
- ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับฟังก์ชันบริการลูกค้าหรือการตลาด
- ไม่มีรายงานในแพ็กเกจฟรี
- การเชื่อมต่อน้อยกว่าคู่แข่งบางราย
- ไม่มีการสนับสนุนตลอด 24 ชม.
ราคา
Freshsales มีแพ็กเกจฟรีและแพ็กเกจแบบชำระเงิน 3 แบบ โดยแต่ละแบบคิดค่าบริการเป็นราคาต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Growth ราคา 15 ดอลลาร์ (ราว 450 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Pro ราคา 39 ดอลลาร์ (ราว 1,170 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Enterprise ราคา 69 ดอลลาร์ (ราว 2,070 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
ทั้งนี้ Freshsales ยังมีบริการทดลองใช้ฟรี 21 วัน ที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลบัตรเครดิตในการเริ่มช่วงทดลองใช้ด้วย
3. HubSpot
Hubspot เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ในแมสซาชูเซตส์ที่เน้นแอปพลิเคชันการขาย การตลาด และบริการลูกค้าสำหรับธุรกิจทุกขนาดและทุกขั้นตอนการพัฒนา โดยมีลูกค้าได้แก่ Walmart, GE Appliances รวมถึง กองทัพอากาศสหรัฐฯ ด้วย
โดย Hubspot มีซอฟต์แวร์ CRM ฟรีและแพลตฟอร์ม CRM แบบชำระเงิน 3 แบบ ได้แก่ Marketing Hub, Sales Hub และ Service Hub ทั้งยังมีระบบจัดการเนื้อหา (CMS Hub) และซอฟต์แวร์ปฏิบัติการ (Operations Hub)
ข้อดี
การออกแบบที่ใช้งานง่ายและเข้าใจได้ง่ายของ Hubspot ทำให้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งรวมถึง Hubspot Academy ของบริษัทที่มีการฝึกอบรมออนไลน์ฟรีและใบรับรองด้านการตลาด การขาย และบริการลูกค้า ในขณะที่ Hubspot Community มีศูนย์ช่วยเหลือและฟอรัมที่บริษัทดูแลด้วย โดยมีประโยชน์ได้แก่
- มีแพ็กเกจฟรี
- ส่วนลดสำหรับผลิตภัณฑ์แบบชุดเซต
- เครื่องมือการศึกษา
- อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย
- การเชื่อมต่อในตัวและบุคคลที่สามกว่า 1,000 รายการ
- ทดลองใช้ฟรี 14 วัน
ข้อเสีย
Hubspot Sales Hub มีการวิเคราะห์ขั้นสูงน้อยกว่าคู่แข่งบางราย และอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายของแพลตฟอร์มก็มาพร้อมกับข้อจำกัดในตัวเลือกการปรับแต่ง โดยข้อเสียของ Hubspot ได้แก่
- ตัวเลือกการปรับแต่งจำกัดที่ไม่สามารถเข้าถึงซอร์สโค้ดได้
- การวิเคราะห์การขายขั้นสูงน้อยกว่าคู่แข่งบางราย
- แพ็กเกจฟรีมีฟังก์ชันการทำงานจำกัด
- ไม่มีการสนับสนุนตลอด 24 ชม. สำหรับ CRM ฟรีหรือแพ็กเกจ Starter
ราคา
Hubspot มี CRM ฟรีและแพ็กเกจแบบชำระเงิน 3 แบบ ได้แก่ starter, professional และ enterprise ในขณะที่ Hubspot Suite ประกอบด้วย Sales Hub, Service Hub, Marketing Hub, Content Hub และ Operations Hub โดย CRM suites มีราคาค่าบริการดังนี้
- แพ็กเกจ Starter ราคา 45 ดอลลาร์ (ราว 1,350 บาท) ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้ 2 คน
- แพ็กเกจ Professional ราคา 1,600 ดอลลาร์ (ราว 48,000 บาท) ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้ 5 คน
- แพ็กเกจ Enterprise ราคา 5,000 ดอลลาร์ (ราว 150,000 บาท) ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้ 10 คน
ทั้งนี้ Hubspot ยังมีโปรแกรมให้ทดลองใช้ฟรี 14 วันโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
4. Salesforce
Salesforce เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ในแคลิฟอร์เนียที่มีผลิตภัณฑ์การขาย, บริการลูกค้า, การตลาด และการวิเคราะห์ให้กับธุรกิจ ด้วยมูลค่าตลาดหุ้นประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.96 ล้านล้านบาท) Salesforce ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีลูกค้าได้แก่ Spotify, Amazon Web Services, Toyota รวมถึง Macy's
และเช่นเดียวกับ Hubspot ตัว Salesforce เองก็มีผลิตภัณฑ์ CRM 3 แบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ Sales Cloud, Marketing Cloud และ Service Cloud โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี Salesforce ยังได้ซื้อกิจการคู่แข่งและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์หลายราย ซึ่งรวมถึง Slack, Pardot, Mulesoft, Rebel และ Quip ด้วย
ข้อดี
Salesforce CRM เป็นที่รู้จักในด้านความสามารถในการรายงานและการคาดการณ์ยอดขายระดับแนวหน้า โดยกระบวนการขายแบบภาพของระบบ Salesforce ยังให้ผู้ใช้เข้าถึงโค้ดได้ทำให้สามารถปรับแต่งได้อย่างกว้างขวาง และมีประโยชน์อื่นอีกมากมายด้วย ได้แก่
- การวิเคราะห์ขั้นสูง
- ตัวเลือกซอฟต์แวร์ที่ขยายผ่านบริษัทที่ Salesforce ซื้อกิจการ
- ตัวเลือกการปรับแต่งที่กว้างขวาง
- การเชื่อมต่อในตัวและบุคคลที่สามกว่า 2,500 รายการ
- ทดลองใช้ฟรี
ข้อเสีย
Salesforce คือซอฟต์แวร์ CRM สำหรับธุรกิจเล็กมีราคาแพงกว่าคู่แข่งหลายราย และมักถือว่าใช้งานยากกว่าด้วย นอกจากนี้ Salesforce ยังไม่มีราคาแบบเซต พร้อมทั้งฟีเจอร์ CRM ก็ไม่ได้รวมอยู่ในแพ็กเกจพื้นฐานทั้งหมด เช่น ซอฟต์แวร์โทรออกมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อเสียของ Salesforce จึงจะได้แก่
- ไม่มีแพ็กเกจฟรี
- การใช้งานที่ซับซ้อนกว่า
- ราคาแพงกว่า
- ฟีเจอร์หลายอย่างมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- การสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชม. มีให้บริการสำหรับแพ็กเกจพรีเมียมเท่านั้น
- ใช้งานยากกว่าคู่แข่งบางราย
ราคา
ราคา Salesforce ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง โดย Salesforce Sales Cloud และ Salesforce Service cloud มีแพ็กเกจแบบชำระเงิน 4 แบบ ที่อัตราราคาดังต่อไปนี้
- แพ็กเกจ Essentials ราคา 25 ดอลลาร์ (ราว 750 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Professional ราคา 75 ดอลลาร์ (ราว 2,250 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Enterprise ราคา 150 ดอลลาร์ (ราว 4,500 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Unlimited ราคา 300 ดอลลาร์ (ราว 9,000 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
Salesforce Marketing Cloud ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์แยก 8 รายการ และมีราคาตั้งแต่ 400 ดอลลาร์ (ราว 12,000 บาท) ต่อเดือนสำหรับระบบอัตโนมัติการตลาดพื้นฐาน ไปจนถึง 65,000 ดอลลาร์ (ราว 1.95 ล้านบาท) ต่อเดือนสำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า ในขณะที่ Enterprise Plus ทุกแพ็กเกจมีทดลองใช้ฟรี 14 วันโดยไม่ต้องใช้ข้อมูลบัตรเครดิต
5. Capsule
Capsule เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ CRM ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจเล็กที่เน้นการขายซึ่งมีเครื่องมือวิเคราะห์, รายงาน, อีเมล และการจัดการโครงการ โดยได้รับการพัฒนาจากบริษัทซอฟต์แวร์ Zestia ในสหราชอาณาจักร ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการให้บริการสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กและกลาง และมีลูกค้าได้แก่เอเจนซี่ดีไซน์ Sookio และโรงคั่วกาแฟ HASBEAN ในสหราชอาณาจักร
ข้อดี
Capsule มีการจัดการโครงการที่แข็งแกร่งกว่า โดยเป็น CRM ที่เน้นการจำหน่ายสินค้าหลายรายการ ทั้งยังเป็นที่รู้จักในด้านกระบวนการขายแบบภาพและการเชื่อมต่อกับเครื่องมือยอดนิยมอย่าง Google Workspace ด้วย จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่มีประโยชน์มากมาย ได้แก่
- มีแพ็กเกจฟรี
- ฟังก์ชันการจัดการโครงการ
- การเชื่อมต่อบุคคลที่สามกว่า 50 รายการ
- ทดลองใช้ฟรี 30 วัน
ข้อเสีย
เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงของ Capsule มีความละเอียดลึกซึ้งน้อยกว่าคู่แข่งบางราย และแพ็กเกจฟรีก็ยังจะจำกัดจำนวนผู้ติดต่อไว้ที่เพียง 250 รายด้วย นอกจากนี้แพ็กเกจฟรีของ Capsule ยังจะไม่มีความสามารถในการรายงานการขาย โดยคร่าวแล้วจึงจะมีข้อเสียได้แก่
- เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงน้อยกว่าคู่แข่งบางราย
- จำกัดผู้ติดต่อ 250 รายในแพ็กเกจฟรี
- ไม่มีรายงานในแพ็กเกจฟรี
- ไม่มีการสนับสนุนลูกค้าตลอด 24 ชม.
ราคา
Capsule มีแพ็กเกจฟรีและแพ็กเกจแบบชำระเงิน 3 แบบ โดยแต่ละแบบคิดค่าบริการต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Professional ราคา 18 ดอลลาร์ (ราว 540 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Teams ราคา 36 ดอลลาร์ (ราว 1,080 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
- แพ็กเกจ Enterprise ราคา 54 ดอลลาร์ (ราว 1,620 บาท) ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ CRM ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจเล็ก
จะเลือก CRM สำหรับธุรกิจอย่างไร
ในการเลือก CRM ให้ระบุเป้าหมายทางธุรกิจ งบประมาณด้านเทคโนโลยี และการใช้งานที่ตั้งใจไว้ จากนั้นจึงจะประเมินผู้ให้บริการและแพ็กเกจ CRM ต่าง ๆ ในด้านราคา ฟังก์ชันการทำงาน และความง่ายดายในการใช้
CRM ช่วยธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร
CRM ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กประหยัดเวลา, จัดระเบียบข้อมูลลูกค้า, เพิ่มยอดขาย และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า โดยผู้ให้บริการ CRM หลายรายมีแพ็กเกจฟรีหรือ CRM พื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจที่กำลังเติบโตในราคาที่เหมาะสม
CRM มีกี่ประเภท
CRM มี 4 ประเภท
- เชิงปฏิบัติการ (Operational)
- เชิงวิเคราะห์ (Analytical)
- เชิงร่วมมือ (Collaborative)
- เชิงกลยุทธ์ (Strategic)

