YouTube เป็นได้ทั้งช่องทางขายสินค้าและสร้างรายได้สำหรับครีเอเตอร์ ผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube (YouTube Partner Program หรือ YPP) ระดับเริ่มต้นต้องมีผู้ติดตามอย่างน้อย 500 คน อัปโหลดวิดีโอสาธารณะอย่างน้อย 3 รายการในช่วง 90 วันที่ผ่านมา และมีเวลาในการรับชม 3,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมียอดดู Shorts 3 ล้านครั้งในช่วง 90 วัน จึงจะเข้าถึงฟีเจอร์สนับสนุนจากแฟนๆ การเป็นสมาชิกของช่อง และ YouTube Shopping ได้ ส่วนการรับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาต้องมีผู้ติดตาม 1,000 คน พร้อมเวลาในการรับชม 4,000 ชั่วโมง หรือยอดดู Shorts 10 ล้านครั้งตามช่วงเวลาที่กำหนด นอกเหนือจาก YPP เจ้าของร้านค้าและครีเอเตอร์ยังทำเงินจาก YouTube ได้ผ่านสปอนเซอร์ ค่าคอมมิชชันจากแอฟฟิลิเอต การขายสินค้า และการให้สิทธิ์ใช้งานคอนเทนต์ โดยไม่มีเกณฑ์จำนวนผู้ติดตามขั้นต่ำจาก YouTube
ลองดูเส้นทางของ Jimmy Donaldson หรือที่รู้จักในชื่อ MrBeast จากงานอดิเรกที่เริ่มต้นด้วยการเล่นวิดีโอเกม เขาพัฒนาช่องจนกลายเป็นหนึ่งในช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก และต่อยอดสู่อาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมทั้ง YouTube, Feastables, MrBeast Lab และธุรกิจอื่นๆ โดย Forbes ประเมินว่าเขามีรายได้ในปี 2025 อยู่ที่ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9 พันล้านบาท
รายได้จากโฆษณาของ YouTube ในไตรมาสแรกของปี 2026 อยู่ที่ 9.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.36 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2026 ของ Alphabet รายได้ส่วนหนึ่งจากโฆษณาเหล่านี้จะถูกแบ่งให้ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์สร้างรายได้ คู่มือนี้จะอธิบายทั้งเกณฑ์การเข้าร่วม รายได้จากแต่ละช่องทาง และวิธีที่เจ้าของร้านค้าสามารถทำเงินจาก YouTube ได้แม้ไม่ได้ผลิตวิดีโอเอง
วิธีทำเงินจาก YouTube
ครีเอเตอร์และเจ้าของร้านค้าสามารถทำเงินจาก YouTube ได้ 8 วิธี ดังนี้
|
วิธีสร้างรายได้ |
เหมาะกับ |
ต้องเข้าร่วม YPP |
|---|---|---|
|
โฆษณาผ่าน YPP |
ครีเอเตอร์ |
ต้อง: ผู้ติดตาม 1,000 คน + เวลารับชม 4,000 ชม./12 เดือน |
|
รายได้จาก YouTube Shorts |
ครีเอเตอร์ |
ต้อง: ผู้ติดตาม 1,000 คน + ยอดดู 10 ล้านครั้ง/90 วัน |
|
เปิดโฆษณาในวิดีโอ |
ครีเอเตอร์ |
ต้อง: ผ่านเกณฑ์รับรายได้โฆษณา |
|
การสนับสนุนจากแฟนๆ |
ครีเอเตอร์ |
ต้อง: YPP ระดับ 500 คน |
|
ขายสินค้าและ Merch |
ครีเอเตอร์และร้านค้า |
ไม่ต้อง* |
|
สปอนเซอร์จากแบรนด์ |
ครีเอเตอร์ |
ไม่ต้อง |
|
คราวด์ฟันดิง |
ครีเอเตอร์ |
ไม่ต้อง |
|
การตลาดแบบแอฟฟิลิเอต |
ครีเอเตอร์และร้านค้า |
ไม่ต้อง* |
*การขายหรือติดแท็กสินค้าผ่าน YouTube Shopping ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของ YPP
1. เข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube
โปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube หรือ YPP เปิดทางให้ครีเอเตอร์รับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา การสนับสนุนจากแฟนๆ การเป็นสมาชิกของช่อง และ YouTube Shopping โดย YouTube รายงานว่าได้จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์ ศิลปิน และบริษัทสื่อมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.4 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2021–2024
ครีเอเตอร์ที่เข้าร่วม YPP สามารถรับสิทธิประโยชน์ดังนี้
- ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาบนหน้าดูวิดีโอและฟีด Shorts
- รายได้จาก Super Chat, Super Thanks และสมาชิกของช่อง
- YouTube Shopping สำหรับนำเสนอสินค้าแก่ผู้ชม
- การเข้าถึงฝ่ายสนับสนุนครีเอเตอร์และเครื่องมือตรวจสอบลิขสิทธิ์ Copyright Match Tool
YPP เป็นช่องทางเข้าสู่เครื่องมือสร้างรายได้หลายรูปแบบของ YouTube อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบแอฟฟิลิเอต สปอนเซอร์จากแบรนด์ และการขายสินค้าทั่วไปไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม YPP คุณจึงเริ่มสร้างรายได้จากช่องทางเหล่านี้ได้ระหว่างสะสมผู้ติดตามและยอดรับชมให้ถึงเกณฑ์
การรักษาสิทธิ์ในโปรแกรมต้องปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้ของ YouTubeอย่างต่อเนื่อง หากฝ่าฝืน YouTube อาจระงับบัญชีหรือยกเลิกสิทธิ์ใช้เครื่องมือสร้างรายได้ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะรายได้จากโฆษณา
เกณฑ์เข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube ปี 2026
YPP แบ่งเป็น 2 ระดับ โดยระดับแรกเปิดใช้การสนับสนุนจากแฟนๆ และ YouTube Shopping ส่วนระดับที่สูงขึ้นจะเพิ่มสิทธิ์รับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา
|
ระดับ |
ผู้ติดตาม |
เวลาในการรับชม/ยอดดู Shorts |
สิทธิ์ที่ได้รับ |
|---|---|---|---|
|
500 คน |
3,000 ชม./12 เดือน หรือ 3 ล้านครั้ง/90 วัน |
Super Chat, Super Thanks, สมาชิกช่อง และ Shopping |
|
|
1,000 คน |
4,000 ชม./12 เดือน หรือ 10 ล้านครั้ง/90 วัน |
โฆษณาวิดีโอ โฆษณา Shorts รายได้จาก YouTube Premium และสิทธิ์ระดับแรก |
ระดับ 500 คนต้องมีวิดีโอสาธารณะที่ผ่านเกณฑ์อย่างน้อย 3 รายการในช่วง 90 วันที่ผ่านมาเพิ่มเติมด้วย
ทั้ง 2 ระดับต้องเชื่อมบัญชี Google AdSense for YouTube ที่ใช้งานอยู่ ช่องต้องไม่มีปัญหาตามนโยบายการสร้างรายได้ และเจ้าของช่องต้องพำนักในประเทศหรือภูมิภาคที่รองรับ YPP หากต้องการสมัคร ให้เปิด YouTube Studio ไปที่เมนูสร้างรายได้ แล้วทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ
เกณฑ์ของ YouTube สำหรับการเข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์และรับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา

เกณฑ์ของ YouTube สำหรับการเข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์และสร้างรายได้จากโฆษณา
2. สร้างรายได้จาก YouTube Shorts
YouTube เปิดตัววิดีโอสั้นในชื่อ Shorts เพื่อแข่งขันกับ TikTok และ Instagram Reels แม้ YouTube Shorts จะมีความยาวสูงสุด 3 นาที แต่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้ได้
ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่า YouTube Shorts มียอดดูเฉลี่ยมากกว่า 200,000 ล้านครั้งต่อวัน นอกจากนี้ Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet ยังเปิดเผยต่อนักลงทุนในเดือนตุลาคม 2025 ว่า Shorts สร้างรายได้ต่อชั่วโมงการรับชมในสหรัฐฯ ได้มากกว่าวิดีโอแบบ In-stream ตามรายงานของ Variety
YouTube Shorts สร้างรายได้อย่างไร
รูปแบบการแบ่งรายได้จากโฆษณาของ YouTube Shorts มีความซับซ้อนกว่าวิดีโอทั่วไป รายได้ที่ครีเอเตอร์ได้รับขึ้นอยู่กับเพลงที่ใช้ในคลิปและสัดส่วนยอดดูเมื่อเทียบกับครีเอเตอร์รายอื่นในประเทศหรือภูมิภาคเดียวกัน
ระบบสร้างรายได้ของ YouTube Shorts มีขั้นตอนดังนี้
- YouTube รวบรวมรายได้จากโฆษณาที่แสดงระหว่างวิดีโอในฟีด Shorts
- รายได้จะถูกแบ่งระหว่าง Creator Pool และค่าลิขสิทธิ์เพลง หากคลิปไม่ใช้เพลง รายได้ส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะเข้าสู่ Creator Pool แต่หากใช้เพลง 1 เพลง รายได้ครึ่งหนึ่งจะเข้าสู่ Creator Pool และอีกครึ่งหนึ่งใช้เป็นค่าลิขสิทธิ์ หากใช้ 2 เพลง รายได้ 1 ใน 3 จะเข้าสู่ Creator Pool และอีก 2 ใน 3 ใช้เป็นค่าลิขสิทธิ์
- รายได้ใน Creator Pool จะถูกจัดสรรตามสัดส่วนยอดดู Shorts ที่มีสิทธิ์ในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น หากครีเอเตอร์สร้างยอดดูคิดเป็น 2% ของยอดดูที่มีสิทธิ์ทั้งหมดในประเทศนั้น ก็จะได้รับการจัดสรร 2% จาก Creator Pool ของประเทศดังกล่าว
- หลังจากคำนวณส่วนแบ่งแล้ว YouTube จะจ่ายให้ครีเอเตอร์ 45% ของรายได้ที่ได้รับการจัดสรร
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นโยบายการสร้างรายได้ของ YouTube Shorts

แผนภาพกรวยแสดงขั้นตอนการแบ่งรายได้จากโฆษณา YouTube Shorts ให้กับครีเอเตอร์
3. เปิดโฆษณาในวิดีโอ
คุณสามารถเริ่มรับรายได้จากโฆษณาได้เมื่อผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube และมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์สำหรับรับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา
เมื่อเปิดโฆษณาในวิดีโอแบบยาว YouTube อาจแสดงโฆษณาก่อนหรือหลังวิดีโอ ทั้งแบบที่ข้ามได้และข้ามไม่ได้ สำหรับวิดีโอที่มีความยาวตั้งแต่ 8 นาทีขึ้นไป คุณสามารถเลือกแสดงโฆษณาระหว่างวิดีโอ โดยให้ระบบวางตำแหน่งให้อัตโนมัติหรือกำหนดตำแหน่งเองได้
YouTube Shorts ไม่ต้องเปิดโฆษณาเป็นรายคลิป เนื่องจากโฆษณาจะแสดงระหว่างวิดีโอในฟีด Shorts ไม่ใช่ก่อน ระหว่าง หรือหลังคลิปเหมือนวิดีโอแบบยาว
หากต้องการดูรายงานรายได้ ให้เปิด YouTube Analytics แล้วเลือกแท็บรายได้ ซึ่งจะแสดงข้อมูลต่างๆ รวมถึงรายได้โดยประมาณต่อเดือนจากวิดีโอที่เปิดสร้างรายได้ไว้
อย่าพึ่งพารายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว
หาก YouTube พิจารณาว่าคอนเทนต์ไม่เหมาะกับผู้ลงโฆษณา รายได้ของวิดีโอนั้นอาจลดลง ครีเอเตอร์จึงต้องปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้ของช่อง YouTube
การพึ่งพาโฆษณาเพียงช่องทางเดียวอาจทำให้รายได้ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อวิดีโอถูกจำกัดโฆษณาหรือช่องถูกถอดออกจากโปรแกรม ควรกระจายรายได้ด้วยการขายสินค้า รับสปอนเซอร์ ทำการตลาดแบบแอฟฟิลิเอต หรือสร้างรายได้แบบ Passive Incomeผ่านช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของฐานผู้ชมเอง
รายได้จากโฆษณา YouTube ในปี 2026
ตัวชี้วัดรายได้จากโฆษณาที่ควรรู้มี 2 ค่า ได้แก่
- CPM (Cost per mille) คือจำนวนเงินที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายต่อการแสดงโฆษณา 1,000 ครั้ง
- RPM (Revenue per mille) คือรายได้ที่ครีเอเตอร์ได้รับต่อยอดดูทั้งหมด 1,000 ครั้ง โดยรวมรายได้จากโฆษณา สมาชิกของช่อง และ YouTube Premium
สำหรับวิดีโอแบบยาว YouTube หักส่วนแบ่ง 45% และครีเอเตอร์ได้รับ 55% ของรายได้จากโฆษณา ส่วน Shorts ครีเอเตอร์ได้รับ 45% ของรายได้ที่ระบบจัดสรรให้ อย่างไรก็ตาม RPM คำนวณจากยอดดูทั้งหมด รวมถึงยอดดูที่ไม่สร้างรายได้ จึงไม่สามารถนำ CPM มาคำนวณเป็นรายได้ของครีเอเตอร์ได้โดยตรง และรายได้จริงอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CPM และ RPM รวมถึงการแบ่งรายได้ของโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube
4. เปิดให้ผู้ชมสนับสนุนช่อง
สำหรับครีเอเตอร์ที่เข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube ฟีเจอร์สนับสนุนจากแฟนๆ เปิดโอกาสให้ผู้ชมช่วยสนับสนุนช่องได้โดยตรง ทั้งแบบจ่ายครั้งเดียวและชำระค่าสมาชิกรายเดือน โดยฟีเจอร์เหล่านี้เปิดให้ครีเอเตอร์ที่มีคุณสมบัติครบในประเทศไทยใช้งานได้
Super Chat และ Super Stickers คือข้อความและสติกเกอร์สีสันสดใสที่ผู้ชมซื้อเพื่อสนับสนุนช่องระหว่างไลฟ์สตรีมหรือวิดีโอพรีเมียร์ ส่วนผู้ชมวิดีโอแบบยาวและ Shorts สามารถสนับสนุนครีเอเตอร์ผ่าน Super Thanks ซึ่งจะแสดงแอนิเมชันและทำให้ความคิดเห็นของผู้สนับสนุนโดดเด่นขึ้น
นอกจากนี้ การเป็นสมาชิกของช่อง YouTube ยังเปิดให้ครีเอเตอร์มอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิก โดยสร้างระดับสมาชิกได้สูงสุด 5 ระดับ พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์ในแต่ละระดับ เช่น:
- ป้ายสมาชิกและอีโมจิแบบกำหนดเองสำหรับใช้ในแชทสดและความคิดเห็น
- สิทธิ์เข้าถึงโพสต์ชุมชน Shorts และวิดีโอสำหรับสมาชิกเท่านั้น
- สิทธิ์รับชมวิดีโอก่อนผู้ชมทั่วไป
- แชทสดและไลฟ์สตรีมสำหรับสมาชิก
- พื้นที่แสดงรูปโปรไฟล์สมาชิกบนหน้าช่อง
ควรใช้การสนับสนุนจากแฟนๆ เป็นรายได้เสริมควบคู่กับช่องทางอื่น เพราะจำนวนเงินจาก Super Chat, Super Thanks และสมาชิกของช่องอาจเปลี่ยนแปลงตามความถี่ในการเผยแพร่คอนเทนต์และการมีส่วนร่วมของผู้ชม
ช่องทางรับการสนับสนุนอื่นๆ
ครีเอเตอร์ยังสามารถรับการสนับสนุนนอกระบบ YouTube ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น:
- Patreon แพลตฟอร์มสมาชิกสำหรับครีเอเตอร์ที่มอบคอนเทนต์ สิทธิ์เข้าถึง และสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้สนับสนุนแบบประจำ
- Buy Me a Coffee แพลตฟอร์มที่เปิดให้ครีเอเตอร์และศิลปินรับเงินสนับสนุนจากผู้ติดตาม
5. ขายสินค้าและสินค้าแบรนด์ของตัวเอง
YouTube มีเครื่องมือที่ช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้ออนไลน์ได้หลายรูปแบบ รวมถึง YouTube Shopping ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมเลือกซื้อสินค้าผ่านคอนเทนต์บน YouTube ได้โดยตรง
คุณสามารถใช้ YouTube Shopping เพื่อ
- เปิดหน้าร้านบนช่อง YouTube
- เชื่อมร้านค้าออนไลน์เพื่อแสดงสินค้าในวิดีโอ
- แท็กสินค้าของตัวเองหรือสินค้าจากแบรนด์อื่นในวิดีโอ
ตลาดคอนเทนต์คอมเมิร์ซในไทยกำลังเติบโตอย่างชัดเจน หลังเปิดให้บริการ YouTube Shopping ในประเทศไทยครบ 1 ปี เวลาในการรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับการช็อปปิ้งเพิ่มขึ้นกว่า 400% ขณะที่ยอดขายผ่านความร่วมมือระหว่าง YouTube Shopping และ Shopee เติบโตประมาณ 3.3 เท่า สะท้อนว่าผู้ชมไทยใช้ YouTube ทั้งเพื่อค้นหาข้อมูล รีวิว และตัดสินใจซื้อสินค้า
ตัวอย่างที่ชัดเจนของการขายสินค้าให้ฐานแฟนคลับคือ My Mate Nate ซึ่งนำชื่อ โลโก้ และภาพจำของช่องมาต่อยอดเป็นเสื้อ หมวก และสินค้าคอลเลกชันต่างๆ ผ่านร้านค้า My Mate Nate Official โมเดลนี้เหมาะกับครีเอเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดและสร้างชุมชนผู้ชมที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าไม่ได้มีเพียงประโยชน์ใช้สอย แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมแสดงความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนรอบช่องได้ด้วย
หากยังไม่ต้องการลงทุนผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นจำนวนมาก ครีเอเตอร์สามารถใช้บริการพิมพ์ตามสั่ง หรือ Print on Demand เพื่อผลิตเสื้อ กระเป๋า แก้วน้ำ หรือสินค้าที่ออกแบบเองเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นและความเสี่ยงจากสินค้าค้างสต็อก
อีกแนวทางคือการพัฒนาสินค้าจากความเชี่ยวชาญที่นำเสนออยู่แล้วในช่อง ตัวอย่างเช่น อิ๊ง ชยธร กิติยาดิศัย เจ้าของช่อง Ingck พลิกหลังกล่อง ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการวิเคราะห์ส่วนผสมของสกินแคร์ ก่อนต่อยอดความรู้และแนวคิดเรื่องความโปร่งใสมาเป็นแบรนด์ INGU โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยและความต้องการพื้นฐานของผิว กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าสินค้ามีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อเชื่อมโยงกับความรู้และความน่าเชื่อถือที่ครีเอเตอร์สร้างไว้ผ่านคอนเทนต์
ส่วนช่อง Bearhug แสดงให้เห็นว่าฐานผู้ชมบน YouTube สามารถช่วยเปิดตลาดให้ธุรกิจที่ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าแฟนคลับได้ กานต์ อรรถกร รัตนารมย์ และซารต์ ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช นำความชอบด้านอาหารและเครื่องดื่มมาต่อยอดเป็น BEARHOUSE โดยเริ่มจากร้านชานมไข่มุกสาขาแรกที่สยามสแควร์ และพัฒนาไข่มุกโมจิจากแป้งข้าวไทยเป็นจุดขายของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อตั้งยอมรับว่าชื่อเสียงช่วยเรียกความสนใจได้เพียงช่วงแรก ธุรกิจยังต้องเติบโตด้วยคุณภาพสินค้า การบริหารงาน และความสามารถในการสร้างลูกค้านอกฐานผู้ติดตามเดิม
สินค้าที่ขายผ่าน YouTube ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเสื้อผ้าหรือสินค้าที่มีโลโก้ ครีเอเตอร์สามารถขายสินค้าจับต้องได้ ไฟล์ดิจิทัล คอร์สออนไลน์ ผลงานภาพถ่าย หรือผลงานศิลปะต้นฉบับได้ สิ่งสำคัญคือสินค้าและช่องควรมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น ช่องทำอาหารขายวัตถุดิบเฉพาะทาง ช่องออกกำลังกายขายโปรแกรมฝึก หรือช่องศิลปะขายผลงานของตัวเอง
วิธีตั้งค่า YouTube Shopping
YouTube Shopping ช่วยให้ครีเอเตอร์แสดงและขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียได้โดยตรง หากต้องการเริ่มใช้งาน YouTube Shopping ช่องต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์และแท็กสินค้าในคอนเทนต์ตามหลักเกณฑ์ของแพลตฟอร์ม
เจ้าของร้าน Shopify สามารถเชื่อมร้านค้ากับ YouTubeผ่านแอป Google & YouTube เมื่อร้านค้าและช่องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สำหรับร้านค้าในไทย ผู้ซื้อจะถูกนำไปชำระเงินบนเว็บไซต์ของร้าน ส่วนการชำระเงินภายในแอป YouTube เปิดให้ใช้เฉพาะร้านค้าในสหรัฐฯ ที่มีสิทธิ์เท่านั้น
แท็กสินค้าจะแสดงเป็นลิงก์ที่คลิกได้ในคอนเทนต์ และครีเอเตอร์ยังสามารถปักหมุดสินค้าระหว่างไลฟ์สตรีม เพื่อให้ผู้ชมดูรายละเอียดสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจาก YouTube
เมื่อเชื่อมร้านค้าแล้ว ช่อง YouTube จะมีแท็บ “ร้านค้า” เพิ่มขึ้นมา คุณสามารถเลือกสินค้าและจัดวางหน้าร้านเอง หรือให้ระบบดึงสินค้าจากแคตตาล็อกโดยอัตโนมัติ
นักดนตรีที่มีช่อง YouTube อาจสามารถขายบัตรคอนเสิร์ตผ่าน YouTubeได้เช่นกัน ฟีเจอร์นี้รองรับผู้ชมในประเทศไทย แต่ช่องต้องเป็นช่องศิลปินอย่างเป็นทางการ หรือ Official Artist Channel มีรหัสศิลปินกับผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรที่ YouTube รองรับ และมีคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศที่รองรับ
6. ร่วมงานกับแบรนด์ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์
ตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ไทยมีมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท ข้อมูลจาก Tellscore ระบุว่า 82% ของแบรนด์มองว่าการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการโฆษณาหรือการตลาดรูปแบบอื่นในบางด้าน เช่น การสร้างลูกค้าเป้าหมายและการดึงผู้ชมเข้าสู่ร้านค้า ขณะที่ 69% ของแบรนด์เพิ่มงบประมาณด้านนี้ในปี 2024
ครีเอเตอร์จึงสามารถสร้างรายได้จากวิดีโอที่ได้รับการสนับสนุน การรีวิวสินค้า การเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือการผลิตคอนเทนต์ให้แบรนด์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกร่วมงานกับแบรนด์ที่สอดคล้องกับหัวข้อและกลุ่มผู้ชมของช่อง เช่น ครีเอเตอร์สายเทคโนโลยีร่วมงานกับแบรนด์อุปกรณ์ไอที หรือครีเอเตอร์สายความงามร่วมงานกับแบรนด์สกินแคร์ เพื่อให้การนำเสนอเป็นธรรมชาติและรักษาความน่าเชื่อถือของช่อง
เครื่องมือ YouTube Creator Partnerships ช่วยเชื่อมโยงครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์กับแบรนด์ และให้จัดการข้อเสนอ ความร่วมมือ ตลอดจนข้อมูลติดต่อผ่านแท็บ Creator Partnerships ใน YouTube Studio ได้
เมื่อได้รับเงิน สินค้า หรือผลประโยชน์อื่นเพื่อแลกกับการนำเสนอ ครีเอเตอร์ต้องเปิดเผยว่าเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน โดยเลือกตัวเลือก Paid promotion details ระหว่างอัปโหลดวิดีโอ และระบุข้อความอย่าง “โฆษณา” หรือ “ได้รับการสนับสนุนจาก...” ให้ผู้ชมเข้าใจได้ชัดเจน ตรวจสอบรายละเอียดได้จากนโยบายการโปรโมตแบบเสียค่าใช้จ่ายของ YouTube
ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องหลีกเลี่ยงข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จ เกินจริง หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยเฉพาะสินค้าสุขภาพ อาหารเสริม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ควรตรวจสอบกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
7. ระดมทุนให้โครงการสร้างสรรค์
YouTube สามารถใช้ประชาสัมพันธ์การระดมทุนสำหรับสินค้า ภาพยนตร์ หนังสือ เกม งานศิลปะ หรือโครงการสร้างสรรค์อื่นๆ ได้ ควรทำวิดีโอที่อธิบายแนวคิด เป้าหมายการใช้เงิน แผนดำเนินงาน ระยะเวลาส่งมอบ และตัวอย่างผลงานให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้ชมประเมินโครงการก่อนตัดสินใจสนับสนุน
ผู้สนับสนุนอาจได้รับสิ่งตอบแทน เช่น
- สิทธิ์ทดลองใช้หรือรับสินค้าก่อนวางจำหน่าย
- สินค้ารุ่นพิเศษหรือมีจำนวนจำกัด
- ชื่อในเครดิตของผลงาน
- คอนเทนต์เบื้องหลัง
- สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสำหรับผู้สนับสนุน
แพลตฟอร์มระดับสากลที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Kickstarter และ Indiegogo แต่ผู้สร้างโครงการจากไทยควรตรวจสอบข้อกำหนดก่อนสมัคร เพราะแพลตฟอร์มอาจกำหนดให้เจ้าของโครงการมีถิ่นที่อยู่ บัญชีธนาคาร หรือบริษัทจดทะเบียนในประเทศที่รองรับ จึงอาจไม่สามารถเปิดโครงการจากประเทศไทยได้โดยตรง
อีกวิธีที่เข้าถึงง่ายกว่าสำหรับครีเอเตอร์ไทยคือเปิดรับพรีออเดอร์ผ่านร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง โดยนำเสนอสินค้าต้นแบบ กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการผลิต และแจ้งเงื่อนไขการคืนเงินอย่างชัดเจน หากยอดสั่งซื้อไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนโครงการเพื่อสังคมหรือกิจการเพื่อสังคมสามารถพิจารณาแพลตฟอร์มไทยอย่างเทใจดอทคอมได้
ก่อนเริ่มระดมทุน ควรคำนวณต้นทุนการผลิต ค่าจัดส่ง ภาษี ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และเงินสำรองสำหรับความล่าช้า เพราะยอดเงินที่ระดมได้ไม่ใช่กำไรทั้งหมด และผู้สร้างโครงการมีหน้าที่ส่งมอบสิ่งตอบแทนตามที่ประกาศไว้
8. เข้าร่วมหรือสร้างโปรแกรมแอฟฟิลิเอต
ครีเอเตอร์ควรเลือกโปรแกรมแอฟฟิลิเอตที่สอดคล้องกับหัวข้อของช่องและความสนใจของผู้ชม เช่น ช่องเทคโนโลยีแนะนำแกดเจ็ต ช่องทำอาหารแนะนำเครื่องครัว หรือช่องท่องเที่ยวแนะนำอุปกรณ์เดินทาง เมื่อผู้ชมซื้อสินค้าผ่านแท็กหรือลิงก์แอฟฟิลิเอต ครีเอเตอร์จะได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายตามอัตราที่กำหนด
โปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping ช่วยให้ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์ค้นหาสินค้า ดูอัตราค่าคอมมิชชัน และแท็กสินค้าในวิดีโอ Shorts และไลฟ์สตรีมได้จาก YouTube Studio สำหรับประเทศไทย ระบบเชื่อมต่อกับสินค้าจากพาร์ทเนอร์อีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada
ครีเอเตอร์สามารถติดตามยอดคลิก คำสั่งซื้อ ยอดขาย และค่าคอมมิชชันผ่าน YouTube Analytics โดย YouTube จะจ่ายค่าคอมมิชชันผ่าน AdSense for YouTube ภายในประมาณ 60–120 วันหลังการซื้อ ระยะเวลานี้เผื่อไว้สำหรับการยกเลิกคำสั่งซื้อและการคืนสินค้า หากลูกค้าคืนสินค้าหรือคำสั่งซื้อไม่สมบูรณ์ ครีเอเตอร์อาจไม่ได้รับค่าคอมมิชชันจากรายการดังกล่าว
หาครีเอเตอร์มาช่วยขายสินค้า
เจ้าของร้านค้าสามารถสร้างโปรแกรมแอฟฟิลิเอตของตัวเอง โดยกำหนดอัตราค่าคอมมิชชัน เงื่อนไขการรับรายได้ และระยะเวลาที่ใช้ติดตามยอดขาย จากนั้นเชิญครีเอเตอร์ที่มีกลุ่มผู้ชมตรงกับลูกค้าเป้าหมายมาร่วมโปรโมตสินค้า
บทความต้นฉบับระบุว่าเจ้าของร้าน Shopify สามารถเพิ่มสินค้าเข้าสู่โปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping ผ่านแอป Google & YouTubeได้ แต่ฟีเจอร์สำหรับฝั่งร้านค้านี้ยังจำกัดเฉพาะร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในสหรัฐฯ โดยร้านต้องใช้ Shopify Advanced หรือ Shopify Plus ตั้งค่า Google Merchant Center สำหรับตลาดสหรัฐฯ ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และมีที่อยู่เรียกเก็บเงินในสหรัฐฯ ดังนั้น ร้าน Shopify ที่ดำเนินธุรกิจจากประเทศไทยจึงยังไม่สามารถสมัครผ่านขั้นตอนนี้ได้โดยตรง
9. ทำการตลาดแบบแอฟฟิลิเอต
การตลาดแบบแอฟฟิลิเอตช่วยให้ครีเอเตอร์ได้รับค่าคอมมิชชันจากการแนะนำสินค้าของแบรนด์อื่นในวิดีโอ โดยแบรนด์จะจ่ายค่าคอมมิชชันเมื่อผู้ชมคลิกแท็กหรือลิงก์และสั่งซื้อสินค้าสำเร็จ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเหมือนการซื้อพื้นที่โฆษณาทั่วไป
สำหรับครีเอเตอร์ไทย ช่องทางที่ตรงกับการใช้งานมากที่สุดคือโปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping ซึ่งเปิดให้ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์แท็กสินค้าจาก Shopee และ Lazada ในวิดีโอ วิดีโอ Shorts และไลฟ์สตรีม เมื่อผู้ชมซื้อสินค้าผ่านแท็กดังกล่าว ครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชันตามอัตราที่ผู้ขายหรือแพลตฟอร์มกำหนด
ตัวอย่างเช่น FreshZ หรือฐานิดา อเนกกิจเจริญ ครีเอเตอร์สายรีวิวแกดเจ็ต ใช้คอนเทนต์รีวิวที่อธิบายทั้งจุดเด่น วิธีใช้งาน และความเหมาะสมของสินค้า พร้อมเชื่อมผู้ชมไปยังหน้าสินค้าผ่านระบบแอฟฟิลิเอต Brand Inside รายงานว่า คอนเทนต์ของ FreshZ สร้างยอดขายผ่าน Affiliate ได้ประมาณ 30 ล้านบาทภายในครึ่งปี แสดงให้เห็นว่าช่องเฉพาะทางสามารถสร้างยอดขายได้เมื่อสินค้าเชื่อมโยงกับความสนใจของผู้ชมอย่างชัดเจน
หากต้องการเข้าร่วมโปรแกรม ให้เปิด YouTube Studio แล้วไปที่สร้างรายได้ หากช่องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จะปรากฏตัวเลือกสำหรับสมัคร YouTube Shopping Affiliate โดยช่องต้องเข้าร่วมโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube อยู่ในประเทศที่รองรับ และต้องไม่ใช่ช่องเพลงหรือช่องที่สร้างคอนเทนต์สำหรับเด็กเป็นหลัก ตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดได้จากศูนย์ช่วยเหลือ YouTube
ควรเลือกแท็กเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์และเป็นสินค้าที่คุณตรวจสอบข้อมูลแล้ว เช่น ช่องเทคโนโลยีแท็กอุปกรณ์ที่ใช้ในวิดีโอ ช่องทำอาหารแท็กเครื่องครัว หรือช่องความงามแท็กผลิตภัณฑ์ที่ทดลองใช้จริง การใส่สินค้าจำนวนมากโดยไม่เกี่ยวข้องกับวิดีโออาจลดความน่าเชื่อถือและทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคอนเทนต์เน้นขายสินค้ามากเกินไป
นอกจากนี้ ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์แบบแอฟฟิลิเอตให้ผู้ชมทราบอย่างชัดเจน โดยระบุไว้ใกล้กับลิงก์หรือส่วนต้นของคำอธิบายวิดีโอ เช่น:
“ลิงก์สินค้าบางรายการเป็นลิงก์แอฟฟิลิเอต ช่องอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อคุณซื้อสินค้าผ่านลิงก์ดังกล่าว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับผู้ซื้อ”
ข้อความนี้ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าครีเอเตอร์อาจได้รับผลตอบแทนจากยอดขาย และสามารถพิจารณาคำแนะนำได้อย่างโปร่งใส
การรับเงินจาก YouTube: คุณสมบัติและรายได้
ครีเอเตอร์สามารถทำเงินจาก YouTube ได้เท่าไหร่ คำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่จำนวนและตำแหน่งของผู้ชม ประเภทคอนเทนต์ ไปจนถึงช่องทางสร้างรายได้ที่เลือกใช้ ต่อไปนี้คือภาพรวมรายได้และขั้นตอนรับเงินจาก YouTube
สถิติรายได้ล่าสุดของ YouTube
รายได้จากโฆษณาของ YouTube อยู่ที่ 9,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 แสนล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เม็ดเงินโฆษณาส่วนหนึ่งจะถูกนำมาแบ่งให้ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์สร้างรายได้ตามรูปแบบและอัตราส่วนที่ YouTube กำหนด
YouTube จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์อย่างไร
YouTube จ่ายรายได้จากโฆษณา การสนับสนุนจากแฟนๆ และฟีเจอร์สร้างรายได้อื่นผ่าน AdSense for YouTube ตามรอบรายเดือน โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- รายได้สะสมตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของเดือน
- รายได้ของเดือนก่อนจะได้รับการสรุปและเพิ่มเข้าสู่ยอดคงเหลือใน AdSense ระหว่างวันที่ 7–12 ของเดือนถัดไป
- ยอดคงเหลือต้องถึงเกณฑ์การชำระเงินภายในวันที่ 20 และบัญชีต้องไม่มีการระงับการจ่าย
- Google จะออกการชำระเงินระหว่างวันที่ 21–26 โดยวันที่เงินเข้าบัญชีขึ้นอยู่กับธนาคารและวิธีรับเงิน
ตัวอย่างเช่น รายได้ที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนจะได้รับการสรุประหว่างวันที่ 7–12 กรกฎาคม และอาจได้รับการชำระระหว่างวันที่ 21–26 กรกฎาคม หากยอดเงินถึงเกณฑ์และบัญชีไม่มีปัญหา
เกณฑ์การชำระเงินของบัญชีที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐคือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนบัญชีที่ใช้สกุลเงินอื่นจะมีเกณฑ์เทียบเท่าตามที่ Google กำหนด ควรตรวจสอบตัวเลขที่ใช้กับบัญชีของคุณโดยตรงใน AdSense หากยอดเงินยังไม่ถึงเกณฑ์ ระบบจะสะสมไว้และยกยอดไปยังเดือนถัดไปจนกว่าจะครบจำนวน
ภาษีจากรายได้ YouTube สำหรับครีเอเตอร์ไทย
ครีเอเตอร์ในโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube ทุกประเทศต้องส่งข้อมูลภาษีสหรัฐฯ ให้ Google ผ่าน AdSense หากมีรายได้จากผู้ชมในสหรัฐฯ Google อาจหักภาษีเฉพาะรายได้ส่วนนั้นในอัตรา 0%–30% ขึ้นอยู่กับข้อมูลภาษี ประเภทบัญชี และสิทธิ์ตามอนุสัญญาภาษี หากไม่ส่งข้อมูล Google อาจต้องหักภาษีในอัตราสูงสุดตามเกณฑ์ที่กำหนด
ภาษีที่ Google หักในสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้หน้าที่เสียภาษีในประเทศไทยสิ้นสุดลง กรมสรรพากรระบุว่า รายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณา ยอดรับชม และยอดผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม จัดเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ในประเทศไทย ครีเอเตอร์ควรแยกแหล่งรายได้และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย ใบแจ้งยอดจาก AdSense และเอกสารภาษีไว้ให้ครบถ้วน
หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อพิจารณาตามรูปแบบรายได้และสถานะของแต่ละราย
YouTube จ่ายเงินตามยอดวิวหรือไม่
YouTube ไม่ได้กำหนดค่าตอบแทนตายตัวต่อ 1 วิว เพราะไม่ใช่ทุกยอดดูที่จะมีโฆษณาแสดง รายได้ของแต่ละวิดีโอจึงแตกต่างกันตามประเทศของผู้ชม ประเภทคอนเทนต์ ความต้องการของผู้ลงโฆษณา รูปแบบโฆษณา และจำนวนยอดดูที่สร้างรายได้จริง
ตัวเลขที่ช่วยประเมินรายได้คือ RPM หรือรายได้ต่อยอดดู 1,000 ครั้ง ซึ่งคำนวณจากยอดดูทั้งหมด รวมถึงยอดดูที่ไม่มีโฆษณา รายได้ใน RPM อาจมาจากโฆษณา การเป็นสมาชิกช่อง YouTube Premium, Super Chat และ Super Stickers โดยเป็นตัวเลขหลังหักส่วนแบ่งของ YouTube แล้ว
ตัวอย่างเช่น หากช่องมี RPM อยู่ที่ 40 บาทและวิดีโอมียอดดู 100,000 ครั้ง รายได้โดยประมาณจะอยู่ที่ 4,000 บาท อย่างไรก็ตาม RPM สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละเดือนและไม่ควรใช้เป็นการรับประกันรายได้ในอนาคต
ต้องมียอดวิวเท่าไหร่จึงจะสร้างรายได้จาก YouTube ได้
YouTube ไม่ได้กำหนดว่าวิดีโอแต่ละคลิปต้องมียอดดูขั้นต่ำเท่าใดจึงจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ แต่ช่องต้องผ่านเกณฑ์ของโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube ก่อนจึงจะเปิดใช้ฟีเจอร์สร้างรายได้ได้
เกณฑ์ขั้นต้นสำหรับฟีเจอร์สนับสนุนจากแฟนๆ และ YouTube Shopping ได้แก่
- ผู้ติดตามอย่างน้อย 500 คน
- อัปโหลดวิดีโอสาธารณะที่ถูกต้องอย่างน้อย 3 รายการในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
- มีเวลารับชมวิดีโอสาธารณะ 3,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมียอดดู Shorts สาธารณะ 3 ล้านครั้งในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
หากต้องการรับส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาและ YouTube Premium ช่องต้องมี
- ผู้ติดตามอย่างน้อย 1,000 คน
- มีเวลารับชมวิดีโอสาธารณะ 4,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมียอดดู Shorts สาธารณะ 10 ล้านครั้งในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
การผ่านเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าช่องจะได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ YouTube จะตรวจสอบช่องและคอนเทนต์ว่าปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้หรือไม่
ยูทูบเบอร์มีรายได้ต่อปีเท่าไหร่
รายได้ของยูทูบเบอร์แตกต่างกันมาก ตั้งแต่แทบไม่มีรายได้ไปจนถึงหลายล้านบาทต่อปี โดยขึ้นอยู่กับขนาดและประเทศของกลุ่มผู้ชม จำนวนคอนเทนต์ RPM รวมถึงรายได้จากสปอนเซอร์ แอฟฟิลิเอต การเป็นสมาชิกช่อง และการขายสินค้า
ข้อมูลที่ Tellscore รวบรวมโดยอ้างอิงการประเมินของ YDM ระบุว่า ไทยมีครีเอเตอร์เต็มเวลาประมาณ 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม รายได้แตกต่างกันมากตามฐานผู้ติดตาม ประสบการณ์ ประเภทคอนเทนต์ และช่องทางสร้างรายได้ โดยเรทราคาอินฟลูเอนเซอร์ในไทยปี 2026 จาก HypeLive ประเมินค่าจ้างวิดีโอต่อชิ้นไว้ที่ประมาณ 5,000-12,000 บาทสำหรับระดับ Nano, 10,000–25,000 บาทสำหรับระดับ Micro, 65,000-120,000 บาทสำหรับระดับ Mid-tier และตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไปสำหรับระดับ Macro ส่วนคอนเทนต์บน YouTube อาจมีราคาสูงกว่าคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มอื่น เนื่องจากใช้เวลาและต้นทุนในการผลิตมากกว่า ในทางปฏิบัติ ครีเอเตอร์ไทยมักสร้างรายได้จากหลายช่องทางร่วมกัน เช่น งานสปอนเซอร์ แอฟฟิลิเอต การขายสินค้า และส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นเรทราคาโดยประมาณต่อชิ้นงาน ไม่ใช่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนหรือรายได้ที่ครีเอเตอร์ทุกคนจะได้รับจริง
ตัวอย่างครีเอเตอร์ YouTube ไทยที่สร้างรายได้หลายช่องทาง
ครีเอเตอร์ไทยที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้พึ่งรายได้จากโฆษณา YouTube เพียงอย่างเดียว แต่ใช้ฐานผู้ชมบนช่องเพื่อต่อยอดสู่งานสปอนเซอร์ ธุรกิจผลิตคอนเทนต์ สินค้าแบรนด์ตัวเอง และหน้าร้าน ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด ได้แก่
- บี้ เดอะสการ์: นอกจากรายได้จากวิดีโอและงานสปอนเซอร์แล้ว ยังต่อยอดสู่บริษัทผลิตคอนเทนต์ The Ska Film โดย POPS Worldwide รายงานว่าบริษัทเคยสร้างรายได้มากกว่า 40 ล้านบาทต่อปี
- เก๋ไก๋ สไลเดอร์: สร้างรายได้จากโฆษณาบน YouTube งานรีวิวสินค้า แคมเปญร่วมกับแบรนด์ งานอีเวนต์ รวมถึงต่อยอดชื่อเสียงสู่งานแสดงและงานเพลง
- สไปร์ท SPD: ต่อยอดจากช่องบันเทิงสู่ธุรกิจผลิตวิดีโอและสื่อโฆษณาผ่านบริษัท SPD No.1 และ Number One House Entertainment โดยข้อมูลอ้างอิงงบฯ การเงินจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า บริษัท SPD No.1 มีรายได้รวม 16.89 ล้านบาทในปี 2021
- พลิกหลังกล่อง: นำความเชี่ยวชาญจากคอนเทนต์วิเคราะห์ส่วนผสมสกินแคร์มาต่อยอดเป็นแบรนด์ ingu ทำให้สินค้าและช่อง YouTube เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกัน
- จือปาก: เอแคลร์ ชาติศักดิ์ ต่อยอดประสบการณ์จากการทำคอนเทนต์และรีวิวสกินแคร์สู่แบรนด์ ELITE CARE ซึ่งจำหน่ายทั้งทางออนไลน์และร้านค้าปลีกความงาม
หมายเหตุ: ตัวอย่างข้างต้นไม่ได้เรียงตามรายได้ เนื่องจากไทยยังไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะที่รวบรวมรายได้รวมของ YouTuber แต่ละรายอย่างเป็นทางการ และตัวเลขจากบริษัทอาจรวมรายได้จากหลายกิจกรรม ไม่ใช่รายได้จาก YouTube โดยตรงทั้งหมด
YouTuber เพิ่มรายได้ให้ช่องได้อย่างไร
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ยอดดูและรายได้จากโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจครีเอเตอร์ การเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนเริ่มจากการเข้าใจว่าผู้ชมเป็นใคร สนใจอะไร และมีปัญหาแบบใด จากนั้นจึงเลือกช่องทางสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับคอนเทนต์และความน่าเชื่อถือของช่อง เช่น
- รายได้จากโฆษณา YouTube
- สินค้าหรือบริการของตัวเอง
- งานสปอนเซอร์และการร่วมงานกับแบรนด์
- การเป็นสมาชิกของช่องและเงินสนับสนุนจากผู้ชม
- ค่าคอมมิชชันจาก Affiliate และ YouTube Shopping
ครีเอเตอร์ยังควรสร้างช่องทางที่ตนเองควบคุมได้ เช่น เว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ อีเมลลิสต์ พอดแคสต์ หรือชุมชนสมาชิก เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้ชมและลดการพึ่งพาอัลกอริทึมหรือนโยบายของ YouTube เพียงช่องทางเดียว
วิธีทำเงินจาก YouTube โดยไม่ต้องทำวิดีโอเอง
เจ้าของร้านค้าไม่จำเป็นต้องเป็นครีเอเตอร์หรือสร้างช่อง YouTube เอง เพราะสามารถใช้ฐานผู้ชมของครีเอเตอร์ที่มีอยู่แล้วเพื่อแนะนำสินค้าและสร้างยอดขายได้ ข้อมูลจาก Google ระบุว่า 85% ของผู้ชมในไทยมองว่าคอนเทนต์จากครีเอเตอร์บน YouTube มีความน่าเชื่อถือ จึงเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าใหม่ได้โดยไม่ต้องสร้างฐานผู้ชมตั้งแต่ต้น
ร้านค้าสามารถร่วมงานกับครีเอเตอร์ได้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
- โปรแกรม YouTube Shopping Affiliate: นำสินค้าเข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตของ Shopee หรือ Lazada และเปิดให้ครีเอเตอร์ที่มีสิทธิ์แท็กสินค้าในวิดีโอ Shorts และไลฟ์ เมื่อผู้ชมซื้อสินค้าผ่านแท็กดังกล่าว ครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชันตามอัตราที่กำหนด
- จ้างสปอนเซอร์โดยตรง: เลือกครีเอเตอร์ที่มีกลุ่มผู้ชมตรงกับสินค้า แล้วว่าจ้างให้รีวิว สาธิต หรือแทรกสินค้าไว้ในช่วงหนึ่งของวิดีโอ ควรกำหนดขอบเขตงาน สิทธิ์นำวิดีโอไปใช้ต่อ ระยะเวลาเผยแพร่ และวิธีวัดยอดขายไว้ในข้อตกลงให้ชัดเจน
- ส่งสินค้าให้ทดลอง: ส่งผลิตภัณฑ์ให้ครีเอเตอร์ที่เกี่ยวข้องทดลองใช้ โดยไม่มีการรับประกันว่าจะมีการเผยแพร่คอนเทนต์ วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่เห็นผลลัพธ์หรือสาธิตการใช้งานได้ชัด เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์ไอที
ตัวอย่างคือช่อง ThePeak และ Fresh Talk ซึ่งมีกลุ่มผู้ชมเฉพาะทางด้านการเงิน บัตรเครดิต และโปรโมชัน โดยกรณีศึกษาจาก AnyMind Group ระบุว่า ทั้งสองช่องสร้างยอดขายผ่าน YouTube Shopping Affiliate รวมกันมากกว่า 25 ล้านบาทภายใน 7 เดือน และแต่ละช่องสร้างยอดขายมากกว่า 11 ล้านบาทจากวิดีโอที่ติดแท็กสินค้าเพียง 7 รายการ กรณีนี้สะท้อนว่า ความสอดคล้องระหว่างสินค้า คอนเทนต์ และผู้ชมอาจสำคัญกว่าจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว
เคล็ดลับวิธีทำเงินจากการขายสินค้าบน YouTube
ผลสำรวจของ Shopify ในปี 2025 พบว่า 35% ของเจ้าของร้านค้าใช้การสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ขยายธุรกิจในปีแรก จุดเด่นของวิดีโอขนาดยาวบน YouTube คือมีเวลามากพอให้ครีเอเตอร์อธิบายปัญหา สาธิตวิธีใช้สินค้า แสดงผลลัพธ์ และใส่ลิงก์หรือแท็กสินค้าไว้ในวิดีโอเดียวกันได้
เคล็ดลับต่อไปนี้จะช่วยให้คุณนำเสนอสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังดูโฆษณาตลอดเวลา
ทำความเข้าใจผู้ชมบน YouTube
ข้อมูลผู้ชมใน YouTube Analytics ช่วยให้คุณทราบช่วงอายุ เพศ ประเทศหรือเมืองที่รับชม ตลอดจนคำค้นหาที่พาผู้ชมมายังช่อง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าสินค้าประเภทใดเหมาะกับผู้ชม ควรร่วมงานกับแบรนด์ใด และควรพัฒนาคอนเทนต์ไปในทิศทางใด
นอกจากข้อมูลใน Analytics แล้ว ควรอ่านคำถามและความคิดเห็นใต้คลิปอย่างสม่ำเสมอ เพราะคำถามอย่าง “ซื้ออุปกรณ์นี้ได้ที่ไหน” หรือ “ใช้รุ่นอะไร” อาจสะท้อนความต้องการซื้อที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ช่องทำอาหารไทย กินได้อร่อยด้วย ใช้ฟีเจอร์ Timestamp Tagging แสดงแท็กสินค้าในจังหวะที่อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ปรากฏในวิดีโอ ส่งผลให้จำนวนการคลิกสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า ตามข้อมูลการครบรอบ 1 ปีของ YouTube Shopping ในไทย
ข้อมูลที่ควรติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่
- เพศของผู้ชม เพื่อดูว่าช่องเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใดมากเป็นพิเศษ
- ช่วงอายุหลักของผู้ชม เพื่อเลือกสินค้า ราคา และวิธีสื่อสารให้เหมาะสม
- ประเทศหรือเมืองที่มียอดรับชมสูง เพื่อวางแผนการจัดส่ง โปรโมชั่น และภาษาที่ใช้
- เวลาในการรับชม เพื่อดูว่าผู้ชมสนใจช่วงใดและเริ่มออกจากวิดีโอตอนไหน
- คำค้นหาที่ผู้ชมใช้พบวิดีโอ เพื่อเลือกหัวข้อและสินค้าที่ตรงกับความต้องการ
- ความคิดเห็นและคำถามใต้คลิป เพื่อค้นหาปัญหาหรือสินค้าที่ผู้ชมต้องการ
- จำนวนการคลิกแท็กสินค้าและยอดขาย เพื่อวัดว่าคอนเทนต์แบบใดสร้างผลลัพธ์ได้จริง
เมื่อเข้าใจผู้ชมมากขึ้น คุณจะเลือกสินค้า สร้างคอนเทนต์ และทำงานร่วมกับแบรนด์ได้ตรงกลุ่มกว่าเดิม
เพิ่มการ์ดข้อมูลลงในวิดีโอ
ครีเอเตอร์ที่เข้าร่วม YouTube Partner Program สามารถใช้การ์ดข้อมูลเพื่อลิงก์ไปยังเว็บไซต์ภายนอก เช่น หน้าสินค้า ร้านค้าออนไลน์ หรือหน้าโปรโมชันได้ โดยเว็บไซต์ปลายทางต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลิงก์ภายนอกของ YouTube
เพิ่มลิงก์ในคำอธิบายวิดีโอ
การ์ดข้อมูลหรือ Info Cards คือข้อความขนาดเล็กที่ปรากฏระหว่างการเล่นวิดีโอ ใช้แนะนำวิดีโอ เพลย์ลิสต์ ช่องอื่น หรือลิงก์ที่เกี่ยวข้องได้ คุณสามารถเพิ่มการ์ดได้สูงสุด 5 รายการต่อวิดีโอ และกำหนดเวลาที่ต้องการให้แต่ละการ์ดปรากฏได้
ครีเอเตอร์ที่เข้าร่วม YouTube Partner Program สามารถใช้การ์ดข้อมูลเพื่อลิงก์ไปยังเว็บไซต์ภายนอก เช่น หน้าสินค้า ร้านค้าออนไลน์ หรือหน้าโปรโมชันได้ โดยเว็บไซต์ปลายทางต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลิงก์ภายนอกของ YouTube
อิ๊ง ชยธร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ INGU ใส่ลิงก์เว็บไซต์ร้านค้าไว้ในคำอธิบายวิดีโอ YouTube เพื่อให้ผู้ชมดูรายละเอียดและเลือกซื้อสินค้าได้โดยตรง

คำอธิบายวิดีโอ YouTube ของช่อง Ingck ซึ่งมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์แบรนด์สกินแคร์ INGU ที่มาภาพ: Youtube INGU
โปรโมตข้อเสนอผ่านแพลตฟอร์มอื่น
อย่าจำกัดการโปรโมตสินค้า โปรโมชัน หรือแคมเปญใหม่ไว้บน YouTube เพียงช่องทางเดียว คุณสามารถตัดช่วงสำคัญจากวิดีโอขนาดยาวไปเผยแพร่ต่อบน Facebook, Instagram Reels และ TikTok แล้วเชิญผู้ชมกลับมาดูวิดีโอฉบับเต็มหรือเลือกซื้อสินค้า
เครื่องมืออย่าง CapCut, Descript และ VEED ช่วยตัดวิดีโอขนาดยาวเป็นคลิปสั้น เพิ่มคำบรรยาย และปรับสัดส่วนวิดีโอให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์มได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำคลิปเดียวกันไปเผยแพร่โดยไม่ปรับอะไรเลย เพราะช่วงเปิดคลิป ความยาว คำบรรยาย และคำกระตุ้นให้ดำเนินการที่ได้ผลบนแต่ละแพลตฟอร์มอาจแตกต่างกัน
เปลี่ยนยอดวิวให้เป็นรายได้ด้วยวิธีทำเงินจาก YouTube
ต่อไปนี้คือ 3 ขั้นตอนในการเริ่มสร้างรายได้จากวิดีโอ YouTube ตามสถานะปัจจุบันของคุณ
- ยังไม่ได้เข้าร่วม YPP: ตั้งเป้าผู้ติดตาม 500 คนเพื่อปลดล็อกฟีเจอร์สนับสนุนจากแฟนๆ และ YouTube Shopping จากนั้นเพิ่มเป็น 1,000 คนเพื่อรับรายได้จากโฆษณา ระหว่างนี้สามารถใช้ลิงก์แอฟฟิลิเอตและขายสินค้าได้ เพราะทั้งสองวิธีไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม YPP
- เข้าร่วม YPP แล้ว แต่มีรายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว: เพิ่มรายได้อีกหนึ่งช่องทาง โดยเชื่อมต่อร้านค้า Shopify ผ่าน YouTube Shopping เข้าร่วมโปรแกรมแอฟฟิลิเอตที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคอนเทนต์ หรือเสนองานสปอนเซอร์ให้แบรนด์
- เปิดร้านค้าโดยไม่ทำวิดีโอเอง: เพิ่มสินค้าเข้าสู่แคตตาล็อก YouTube Shopping Affiliate ผ่าน Shopify หรือจัดโปรแกรมส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์ผ่าน Shopify Collabs เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่คุณยังไม่มี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำเงินจาก YouTube
ต้องมียอดวิวเท่าไหร่จึงจะได้เงินจาก YouTube
จำนวนยอดวิวของช่อง YouTube ไม่ได้สัมพันธ์กับรายได้โดยตรง การเข้าร่วม YouTube Partner Program จะช่วยปลดล็อกช่องทางสร้างรายได้ เช่น การเป็นสมาชิกของช่อง YouTube Shopping และส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา
มือใหม่หาเงินจาก YouTube ได้อย่างไร
เริ่มจากสร้างฐานผู้ชมและสมัคร YouTube Partner Program เมื่อมีผู้ติดตามครบ 500 คน พร้อมมีเวลาในการรับชม 3,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมียอดดู Shorts 3 ล้านครั้งภายใน 90 วัน เมื่อผ่านเกณฑ์นี้ คุณจะสามารถสร้างรายได้จากการสนับสนุนของแฟนๆ และ YouTube Shopping
เมื่อมีผู้ติดตามครบ 1,000 คน พร้อมเวลาในการรับชม 4,000 ชั่วโมงในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือมียอดดู Shorts 10 ล้านครั้งภายใน 90 วัน คุณจะสามารถเปิดสร้างรายได้จากโฆษณาได้
YouTube จ่ายเงินเท่าไหร่ต่อ 1,000 วิว
YouTube ไม่มีอัตราจ่ายเงินต่อยอดวิวที่ตายตัว รายได้ต่อการรับชม 1,000 ครั้งหรือ RPM ขึ้นอยู่กับรายได้จากหลายช่องทางร่วมกัน เช่น โฆษณา การเป็นสมาชิกของช่อง และส่วนแบ่งรายได้จาก YouTube Premium
YouTube เริ่มจ่ายเงินเมื่อไหร่
YouTube จ่ายเงินผ่าน AdSense for YouTube เมื่อยอดคงเหลือถึงเกณฑ์การชำระเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ รายได้ของเดือนก่อนหน้าจะได้รับการสรุปและบันทึกลงใน AdSense ระหว่างวันที่ 7-12 ของเดือนถัดไป และจะออกเงินให้ระหว่างวันที่ 21-26 หากยอดเงินถึงเกณฑ์ที่กำหนด

